วิชญ์วิสิฐ's profileวิชญ์วิสิฐ :PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
May 28 วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม22.37 น.
ประตูตู้เสื้อผ้าถูกเปิดออกโดยกู (เป็น passive voice) ... หลังจากที่กวาดตามองดูเสื้อผ้าที่แขวนอัดกันจนแน่นตู้
กูก็ถอนหายใจ...
พรุ่งนี้จะต้องไปโรงเรียนอีกแล้วเหรอ ??
เวลาปิดเทอมมึงเคยตั้งคำถามกับตัวเองมั้ยว่า
"เมื่อไหร่จะเปิดเทอม ?"
"เมื่อไหร่จะได้เจอเพื่อน ๆ พร้อมหน้าพร้อมตา ?"
"อยากโดดเรียนไปกินข้าวกับคนนั้นคนนี้"
กูก็เป็นคนนึงที่ตั้งคำถามพวกนั้น
........แต่พอเปิดเทอมปุ๊บ สมองน้อย ๆ ของกูก็ถูกแทนที่ด้วยคำถามใหม่ ๆ เช่น
"ไอห่า..เมื่อไหร่จะเสาร์-อาทิตย์วะ ?"
"โอยอยากเที่ยวว..เมื่อไหร่จะได้ไป ?"
"ขี้เกียจเรียนว่ะเชี่ย โดดดีมั้ย ?"
"เบื่อหน้าอีบิ๋ม"
ฯลฯ
จริง ๆ กูเชื่อมานานแล้วนะ แต่พอมาเป็นกะตัวเองก็ยิ่งทำให้กูเชื่อมากขึ้นอีกว่า "มนุษย์เราไม่เคยมีความพอดี" นั้นเป็นความจริง..
กูอยากรู้จังว่า จะมีซักกี่คนที่จุดประสงค์ของการไปโรงเรียนคือไปเรียนจริง ๆ .. จะยังมีอยู่ในเชียงใหม่รึป่าวนะไอ่คนที่บอกตัวเองหน้ากระจกตอนเช้าว่า ชั้นจะไปเรียน ชั้นชอบเรียน ชั้นจะเรียนหนังสือให้เต็มที่ เป้าหมายวันนี้คือการจดให้ทันที่ครูพูดทุกคำอ่ะ ?.... ไม่รู้ดิ กูว่าการไปโรงเรียนมันก็คล้าย ๆ กับเวลาที่เราขับรถเข้าผิดซอยแล้วเสือกมีรถอีกคันตามหลังมาติด ๆ แหละมั้ง เพราะเราเลือกไม่ได้เลยว่าจะเลี้ยวไปทางไหน ต้องตรงไปอย่างเดียว แล้วข้างหน้าจะมีแยกมั้ย ? จะเป็นซอยตันรึป่าว ? แม่งจะถอยก็ถอยไม่ได้เพราะติดรถเหี้ยคันข้างหลัง อะไรประมาณนี้..
จริงกูชอบไปโรงเรียนนะบอกตรง ๆ ..เฮ้ยจริง ๆ ไม่ได้ตอแหล แต่ก็มีบางครั้งที่กูไปโรงเรียนด้วยความห่อเหี่ยวใจ เหมือนแบบว่าเอามาแต่ตัว สมอง ตับ ปอด ม้าม หัวใจ กองเหี้ยเบ๊ออยู่บนเตียงหมด (มึงอย่านึกถึงภาพกระสือกันสิไอ่เชี่ย..กูดูดีกว่านั้นเยอะ)
หลายคนอาจจะมาโรงเรียนเพราะจะได้เจอเพื่อน ได้แกล้งรุ่นน้อง ได้ชวนเพื่อนโดดออกไปกินหมูจุ่ม(บางทีกูอยู่ในกลุ่มนี้) ได้มาพูดคุยคนที่ตัวเองแอบชอบ และอื่น ๆ อีกหลากเหตุผล แต่สำหรับกู.. กูว่ามาโรงเรียนเพราะว่ากูเสียดายเวลา กูกลัวว่าวันนึงถ้ากูเข้ามหาลัยไปเป็นนิสิตแล้วกูจะไม่มีโอกาสได้ทำอะไรสนุก ๆ อย่างที่ได้ทำตอนอยู่โรงเรียนมัธยม ได้ทำงานร่วมกับเพื่อน ได้พูด ได้คุย ได้แกล้ง ได้นินทาเพื่อน ได้ทะเลาะกะเพื่อน ได้อ้อนยามเพื่อจะออกไปนอกโรงเรียน ..ซึ่งสิ่งเหล่านี้กูจะไม่ได้พบที่ไหนเลย นอกจากต้องไปโรงเรียน
ถ้าเกิดการไปโรงเรียนเปรียบได้กับการขับรถเข้าซอยผิดจริง ๆ ล่ะก็.... กูว่าสิ่งที่รอเราอยู่ตรงสุดซอยก็คงจะเป็นทางออกที่จะไปสู่ที่ที่เราตั้งใจว่าจะไปแน่ ๆ
เสื้อพละสีแดง และกางเกงวอร์มถูกนำออกมาแขวนนอกตู้เรียบร้อยแล้ว (เป็น passive voice เช่นกัน)... หลังจากดูจนแน่ใจว่าไม่ต้องหยิบอะไรออกมาแล้ว..
กูถอนหายใจ ...ยิ้มน้อย ๆ แล้วปิดประตูตู้เสื้อผ้าอย่างแผ่วเบา
May 06 หมอตำแย กับ สัปเหร่อ (จากหนังสือนิทานบัวไร)
May 05 REJECTบ่เก๊ก คือพลังไร้ขั้วไร้รูปเป็นจุดเริ่มต้นปวงพลังทั้งหมดในจักรวาล
ไทเก๊ก คือพลักปฐมภูมิแรกที่ปรากฏเป็นมวลเป็นรูปเห็นได้ เป็นหัวกะทิส่วนเล็กที่สุดของพลังจักรวาลบนโลกของฟ้า-ดิน เมื่อพลังฟ้า-ดินผสมกัน จะก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่าง มีสรีระ ที่สามารถแบ่งได้เป็น 7 ระดับขั้นที่เสร็จสมบูรณ์ พลังขั้ว 7 คือพลังที่จะปรากฏแยกขั้วเป็นรูปอวัยวะเพศ หญิงหรือชาย
----------ที่พูดมานี้ แน่นอนหลายคนต้องทำหน้างงและเกิดความสงสัย แต่ช่างมันเถอะเพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกะที่กูจะอัพสเปซเลย กูก็บ่นของกูไปงั้นแหละพอดีอากาศมันร้อนเฉย ๆ
======================================================
วันนี้กูจะอัพเรื่อง ..ที่ว่าด้วย REJECT หลายคนรู้แล้ว หลายคนยังโง่อยู่ อาจจะยังงงว่าการREJECTคืออะไร ...มันคือการที่พญานาคจะออกมาในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ใช่ไหม ? คือการที่กระทิงตัวผู้ต่อสู้กันเพื่อแย่งแหล่งน้ำกลางทุ่งสะวันนารึเปล่า ?.. เมื่อเปิดพจนานุกรมดูก็จะได้คำตอบ..
reject 1 (v.) ปฏิเสธ , ไม่ยอมรับ reject 2 (n.) สิ่งของหรือคนที่ถูกปฏิเสธเพราะไม่ดีพอ อ๋อ....สรุปมันก็คือ การปฏิเสธนั่นเอง ..แล้วการปฏิเสธกับถูกปฏิเสธมันต่างกันยังไงล่ะ ?
.....จากประสบการณ์ของกู
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธ หรือ ถูกปฏิเสธ สองคำนี้ล้วนมีพื้นฐานมาจากสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ความต้องการ
สำหรับกู..
การปฏิเสธ คือ การแสดงความต้องการที่จะไม่ยอมรับในข้อเสนอหรือคำร้องขอต่าง ๆ
การถูกปฏิเสธ คือ การแสดงความต้องการผ่านข้อเสนอ หรือคำร้องขอต่าง ๆ แต่ไม่ได้รับการยอมรับ ถ้ามองย้อนกลับมาดูในสังคมยุคปัจจุบัน การปฏิเสธถือว่าเป็นปัญหาอย่างนึงที่ยังรอการแก้ไข เพราะถึงแม้มีคนจำนวนมาก ที่ประสบความสำเร็จกับการปฏิเสธ ก็ยังมีคนจำนวนมากกว่า ที่ประสบความล้มเหลวกับมัน ซึ่งส่งผลไปยังสิ่งต่าง ๆ ทั้งคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อม ทำให้ปัญหาทางสังคมอื่น ๆ ตามติดกันมาเป็นลูกโซ่ (กูเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย)
วันนี้ได้มีโอกาสสนทนาปราศัยกับน้อง ๆ และเพื่อน ๆ ที่น่ารักทั้งหลายในหัวข้อ "เราจะปฏิเสธอย่างไรให้ได้ผลและมีความสุข" ซักถาม ระดมความคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ แยกแยะ แสดงความคิดเห็นกันอยู่นาน ก็สรุปความออกมาได้ 3 ความคิด ดังนี้
1. ปฏิเสธไปโดยตรง
ตัวอย่างของการปฏิเสธเหล่านี้มักจะเป็นประโยคที่ขึ้นต้นด้วย "ฉันไม่ต้องการ..." "ฉันไม่อยากให้..." "ขอโทดด้วยนะ แต่ฉัน..." เหล่านี้คือการแสดงความต้องการอย่างแจ่มชัดว่ากูไม่เอา ไม่อยากได้ ไม่ยอมรับ ..เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ที่เชียร์ความคิดนี้แสดงความคิดเห็นว่า ในเมื่อเราต้องการอะไรก็บอกไปเลย ในทางกลับกันเมื่อเราไม่ต้องการอะไรเราก็บอกไปเลย เพราะเด็ดขาด และสบายใจดี เพราะเราไม่จำเป็นจะต้องยอมลำบากใจและเป็นทุกข์เพื่อใครก็ไม่รู้ จริงไหม ? 2. ปฏิเสธไปโดยอ้อม
อันนี้ไม่ได้แปลว่า ให้อีอ้อมปฏิเสธแทนหรอกนะ ..คนละเรื่องกันอย่าสับสน ประโยคปฏิเสธแบบนี้จะขึ้นต้นด้วย "อืม..เป็นความคิดที่ดีนะ แต่..." "จริง ๆ มันก็โอเคนะ..แต่ว่า...." "ก็ได้นะ...หรือว่าอย่างงี้ดีมั้ย.." "มันจะดีเหรอ...ฉันว่า..." "แต่เค้า/พ่อฉัน/เพื่อนที่รู้จักบอกว่า....." เพราะบางครั้งการปฏิเสธโดยตรงก็หักหาญและทำร้ายจิตใจ และอาจทำให้คนที่เป็นฝ่ายปฏิเสธถูกมองว่าโหดเหี้ยมต่ำช้าเลวทรามได้ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ อีกกลุ่มนึงจึงเชียร์ความคิดนี้ เพราะคิดว่าบางครั้งเพื่อการอยู่รอดสังคมเราต้องยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบบ้าง แต่ไม่ใช่ทุกครั้งเสมอไป แต่อะไรที่ยอมได้ก็ควรยอมใช่ไหมล่ะ ? 3. ปฏิเสธก็คือปฏิเสธ
ความคิดนี้มีกูและเพื่อนสองสามคนในนั้นที่เชียร์ .. ไม่รู้สิ กูคิดว่าผลสรุปของการปฏิเสธไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อมมันก็คือ การที่ไม่ได้สิ่งที่เราร้องขอ ไม่ว่าจะปฏิเสธด้วยวิธีไหน มันก็แปลว่าฉันไม่ต้องการเหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครพูดดีกว่าเท่านั้นเอง..จริงป้ะ ? แต่พอถามแม่ ป้าข้างบ้าน และคนที่เป็นผู้ใหญ่เก๋ ๆ เค้าก็ให้ข้อสรุปของเรื่องนี้ว่า
ปฏิเสธแบบไหนก็ได้แหละทั้งสองแบบเลย แต่มันอยู่ที่ว่าคนที่เรากำลังปฏิเสธคือใคร และเรากำลังปฏิเสธเรื่องอะไรต่างหาก -----ซึ่งอันนี้เราคิดว่าจริง
ปล. วันนี้แอบซีเรียสนิดนึง |
|
|