วิชญ์วิสิฐ 的个人资料วิชญ์วิสิฐ :照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
4月12日 you INSPIRED me(เรียนท่านผู้มีจิตศรัทธา หากท่านตามเข้ามาจากสเปศของเจ้ามะเดี่ยวเพื่อต้องการจะเสพเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์รักแห่งสยามในนี้ สามารถเข้าไปชมได้ใน entry เก่า ๆ ลองกดย้อนกลับไปหาๆ ดูเองขี้เกียจทำลิงค์ แต่ก็หวังใจไว้ลึกๆ ให้ท่านอ่าน entry นี้ก่อน อยากให้ลองเสพดู ..รักนะ)
เช่นเดียวกับการทำอาหาร การจะปรุงแต่งสรรค์สร้างผลงานขึ้นมาสักชิ้น จำเป็นต้องใช้ส่วนผสมหลากหลายชนิด ซึ่งจะมาจากการที่ผู้ปรุงพบเห็นด้วยตัวเองก็ดี ลอกเค้ามาก็ดี ปรุงแต่งด้วยส่วนผสมอะไร อัตราส่วนเท่าใด ผลงานที่ออกมาจะรสชาติอร่อยเลิศมีตรารับรองหรือรสเหี้ยแดกไม่ได้ขนาดไหน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือสารตั้งต้นหรือวัตถุดิบที่อยู่ในทุกผลงาน นั่นคือ "แรงบันดาลใจ" ซึ่งไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ กาลเวลา หรือผีสางเทวดานางฟ้าองค์ใดจะมาดลบันดาลใจ ต่อให้งานนั้นจะดูแย่ยังไง มันย่อมมีคุณค่าเสมอ ถึงจะไม่ต่อผู้อื่นก็ต่อตนเองเป็นอย่างน้อย
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังละเลียดชานมอุ่น ๆ อย่างเป็นสุขในเช้าวัน Songkran Eve (12 เมษา) ควันกรุ่นนั้นลอยล่องไล้ไปกับอากาศ ชวนให้ข้าพเจ้าระลึกถึงผลงานหลากหลายชิ้นที่ได้บรรจงสร้างขึ้น พร้อมกับตั้งคำถามว่าแรงบันดาลใจอันแรงกล้าเหล่านี้มันมาจากไหนกันนะ ?
กลุ่มควันบางเบาเคลื่อนตัวเอื่อยช้ากลายเป็นเค้าหน้าของใครหลายคนที่คุ้นตา...
เหมย
เหมยเป็นบุคคลที่มอบแรงบันดาลใจสำคัญในผลงานหลายชิ้น ในยามที่ข้าพเจ้าเขียนเพลงก็มักจะหยิบยืม Sequence ที่เธอประสบพบและบอกเล่าแก่ข้าพเจ้ามาผสมกับมุมมองของข้าพเจ้าเอง และบ่อยครั้งที่เธอกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์เดียวกับเพลง เธอมักจะโทรมาเรียกร้องให้ข้าพเจ้าร้องเพลงนั้นให้เธอฟัง ในขณะที่ร้องเพลงไป เหมยก็จะร้องตามเสมอ เพียงแต่ต่างจากข้าพเจ้าตรงที่ข้าพเจ้าร้องเพลง แต่เหมยร้องไห้ ..มีหลายครั้งที่เธอพยายามบอกเล่าเรื่องราวให้ข้าพเจ้ารู้สึกร่วม และเขียนเพลงออกมาให้เธอ ข้าพเจ้าลองเขียนทั้งที่ไม่ได้อิน และมันก็แป้ก แต่เธอก็กลับชอบอกชอบใจมันเสียเหลือเกิน แม้ข้าพเจ้าจะรู้สึกผิดแต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับมีคุณค่ากว่านั้น เพราะนั่นทำให้ข้าพเจ้ารู้จักตัวเองว่าข้าพเจ้าเขียนเพลงด้วยความรู้สึกอยากจะเขียน ร้องเพลงด้วยความรู้สึกอยากจะร้อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ข้าพเจ้าทำจะด้วยการเขียนหรือการร้องก็ตาม มันมักจะออกมาแย่เสมอหากถูกบังคับ และอีกสิ่งหนึ่งที่เหมยทำให้ข้าพเจ้ารู้จักก็คือความสุขเวลาที่ได้ร้องเพลงให้ใครสักคนแล้วเค้ามีอารมณ์ร่วมไปกับเพลงที่ข้าพเจ้าร้อง แม้มันจะแสดงออกมาด้วยน้ำตาที่พรั่งพรูก็เถอะ
พี่มะเดี่ยว
เนื่องจากควันมันลอยรวมตัวกันกลมเอื่อยอ้วนใหญ่มากเลยทำให้มันใจว่าเป็นพี่มะ พี่มะนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจแล้วยังเป็นแรงผลักดันในชีวิต เราคุยกันบ่อยและรู้จักกันในแทบจะทุกเรื่อง พีมะจะคอยสอนสิ่งต่าง ๆ ให้แก่ข้าพเจ้าเสมอ แม้จะไม่บ่อย แต่แกก็มักจะทิ้งอะไรหลายอย่างให้ข้าพเจ้าเดินตามไปเก็บขึ้นมาพิจารณาด้วยตัวเองว่ามันเหมาะกับข้าพเจ้าหรือไม่ แม้จะมีเพลงที่แต่งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากพี่มะเดี่ยวไม่เยอะ แต่สิ่งที่สะกิดให้ข้าพเจ้ายังคงเดินหน้าเขียนเพลงต่อไปนั่นคือแรงผลักดันจากพี่มะเดี่ยว ซึ่งควรจะเรียกว่า"แรงถีบยัน"มากกว่าเพราะมันแรงมาก และใช่ว่าจะมีแต่เพียงสองสิ่งนี้เท่านั้นที่ข้าพเจ้าได้รับ หลายสิ่งที่พี่มะทำบอกให้ข้าพเจ้ารู้ว่าโลกนี้ยังมีคนที่รักแห่งเป็นห่วงเราเสมอ แม้จะไม่ได้แสดงออกด้วยท่าทีที่เอื้ออาทร
มีหลายเรื่องที่อยากขอบคุณพี่มะเดี่ยว แต่ยังหรอกเพราะกะจะเขียนรวมเป็นหน้า Thanks หน้าเดียวไปเลย ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ดีการได้เจอกับพี่มะเดี่ยวถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ซึ่งเราจะคุยกันถึงเรื่องนี้ในโอกาสต่อๆ ไป
เธอ
สำหรับเธอ ในวันนี้เราสองคนอาจจะเป็นคนเกือบไม่รู้จักกันไปแล้ว แต่สำหรับเราและพจนานุกรมของเรา คำว่า "ไม่รู้จัก" ไม่ได้เป็น Synonym กับคำว่า "ลืม" นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอจึงเป็นคนในความทรงจำและเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของเราอยู่เสมอ
แน่นอนว่าเราได้รับความรักจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนมาอย่างเปี่ยมล้น ดังนั้นเธอจึงไม่ใช่คนแรกที่สอนเราให้รู้จักกับความรัก แต่ถึงกระนั้นเราก็ได้เรียนรู้มันจากเธอมามากทีเดียว แม้เธออาจจะไม่รู้หรือรู้แต่ทำเป็นไม่สนใจก็ตาม
ใครบางคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า หากคิดจะมีความรักก็ต้องลืมคำว่าเสียใจ และเราก็เสียใจเหลือเกินที่จะต้องบอกว่าไอ่คนที่พูดมันก็ทำไม่ได้หรอก เราเองก็ทำไม่ได้ และคิดว่าเธอก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน แต่เราก็ขอบคุณที่ความรักทำให้เราเสียใจ เพราะอย่างน้อยมันก็ฉุดให้เรากลับมายืนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงและไม่หลงระเริงไปกับความรักจนแยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรเพ้อ .. เรามีความสุขเสมอเวลาได้เห็นเธอยิ้ม หัวเราะ ได้อยู่ใกล้ๆเธอ ได้คุยโทรศัพท์กับเธอ แม้บางครั้งเราจะเงียบเพราะไม่รู้จะคุยอะไรแต่ทั้งหมดนั้นมันก็แค่เราอยากรู้สึกว่าเราอยู่กับเธอ เราดูหนังกัน ไปเที่ยวกัน นั่นทำให้เรามีความสุขโคตร จนพอเรารู้สึกตัวอีกที ตัวเราก็ลอยอยู่เหนือพื้นของความเป็นจริงมาไกลมาก และก็อย่างที่บอก เรามีความรักโดยไม่รู้จักคำว่าเสียใจไม่ได้ เราตื่นจากความฝันพร้อมกับตัวเราที่หล่นร่วงลงพื้น คงเพราะเราลอยไปไกลมากเลยตกลงมาแรง เจ็บทั้งตัว และตอนนั้นเองที่ทำให้เรารู้ว่า เธอไม่ได้ลอยไปพร้อมกับเรา เธอยืนอยู่ที่เดิมมาตั้งแต่แรก แหงนมองดูเราลอยไปบนนั้นอย่างเงียบๆ และมองเห็นเราตกลงมาอย่างเงียบๆ เช่นกัน
ถึงเราจะเสียใจขนาดไหนแต่เธอก็ไม่ผิดเพราะที่ผ่านมาเราคิดไปเองทั้งนั้น เมื่อรู้อย่างนี้เราเลยต้องดูแล รักษาเยียวยาและรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองอย่างไม่โทษใคร ซึ่งเป็นเรื่องแย่ที่เราพบว่าหลายคนชอบสรรหาวิธีแปลกๆ มาเยียวยาตัวเอง ไม่ว่าจะปล่อยให้ความเศร้าอยู่เต็มท้องจนอดอาหารไม่กินข้าวปลา หรือฟาดเรียบแดกทุกอย่างที่ขวางหน้า บางคนก็หันไปควงคนอื่นเพียงเพื่อจะทำประชด โดยที่ไม่มีแม้แต่จะหยุดถามตัวเองสักนิดว่ากำลังคิดอะไรของมึงอยู่ หรือในขณะที่บางคนเยียวยาตัวเองด้วยการทำตัวแรดๆดอกทองไปวันๆ ..แต่เราไม่ใช่คนดอกทอง โชคดีที่คนรอบข้างเราทุกคนบำบัดความทุกข์เหล่านี้ด้วยการหาที่ระบายบอกเล่า จึงเป็นโชคดีของพวกเขาที่มักได้เราเป็นผู้ฟัง เพราะเรามั่นใจว่าเราเป็นผู้ฟังที่ดี แต่การเล่าความทุกข์ให้คนอื่นฟังไม่ใช่วิธีบำบัดของเรา ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เราระบายความทุกข์ได้ด้วยการเขียนเพลง ดังนั้นเธอจึงเป็นคนแรกที่ทำให้เราเขียนเพลง เพลงแรกที่เราเขียนคือเพลง "รู้สึกบ้างไหม" ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะล่องลอยไปไกลกว่าที่เราคิดไว้ วันข้างหน้าคนจำนวนมากจะได้ฟังมัน รวมทั้งเธอ ซึ่งไม่ว่าตอนนั้นเธอจะกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนกับใคร มีความสุขกับเค้ามากหรือกำลังเสียใจสุด ๆ ถ้าเธอได้ยินเพลงนี้ก็ขอให้รู้ไว้ว่า เราเขียนเพลงนี้ให้เธอ
ส่วน"ความรัก"และ"ความเสียใจ"ที่มักจะมาคู่กันนั้น ตอนนี้เรื่องของเธอในพจนานุกรมของเรา มันถูกแทนที่ด้วยคำว่า "ความเคยรัก" และ "ความเคยเสียใจ" ไปแล้วล่ะ ที่เรายังคงไม่ลืมมันเพราะคิดว่าเราอาจจะกลับมาใช้ประโยชน์จากมันได้ในวันข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เราเสียใจกับอะไรมากๆ ซึ่งมันคงต้องหนักหนาสาหัสกว่าตอนที่เราเสียใจเรื่องเธอแน่ๆ แต่ยังไงเราก็ขอบคุณจริงๆ ที่เธอทำให้เราค้นพบตัวเองและก้าวผ่านความทุกข์พวกนั้นมาได้
จริง ๆ แล้วยังมีอีกสองสามเพลงที่เราเขียนถึงเธอ เธออาจตกใจว่าทำไมมันเยอะจังวะ นั่นไม่ได้แปลว่าเราเพ้อถึงแต่เธอหรอกนะ แบบนั้นมันเน่าไป แต่ความจริงก็คือเราไม่มีทางลืมเรื่องของเธอ เพราะเธอคือคนในความทรงจำและเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของเราเสมอ เราบอกเธอแล้ว..
.......
ที่มุมปากมีคราบชาติดอยู่ ข้าพเจ้ายิ้มเบาๆ พร้อมกับมองดูชาในถ้วยที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง มันนอนนิ่งและบัดนี้ไร้ซึ่งไอร้อน ควันหายไปแล้วแต่ความรู้สึกถวิลหาบุคคลเหล่านั้นยังไม่จางหาย ข้าพเจ้าลุกขึ้น เบาะรองก้นตรงเก้าอี้กำลังฟื้นตัวหลังจากที่ยุบยวบมาด้วยแรงกดทับยาวนาน ข้าพเจ้าเดินไปยังไมโครเวฟ เปิดฝา แล้วใส่ถ้วยชาเข้าไป
ข้าพเจ้าจ้องมองถ้วยชาหมุนเอื่อยไปมาเป็นวงกลม ราวกับมันกำลังเต้นรำอย่างเชื่องช้าอ่อนหวาน ท่ามกลางดวงไฟสีส้มสาดส่องในไมโครเวฟที่ครางหึ่งราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงไพเราะซาบซึ้ง
กลุ่มควันบางเบาเคลื่อนตัวเอื่อยช้ากลายเป็นเค้าหน้าของใครหลายคนที่คุ้นตา...
สวัสดี
-มีอีกหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจแต่เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวว่าง ๆ มาเขียนอีกละกัน..
-อยากโพสรูปแต่คอมใหม่ไม่ได้ใส่รูป โทดนะ แต่คนที่อยากดูรูปก็คงเป็นคนที่ตั้งใจอ่านมาถึงบรรทัดนี้ เพราะงั้นคนที่มาเม้นเฉย ๆ ก็คงไม่ได้อ่านบรรทัดนี้มั้ง ช่างหัวมัน
-อ่านแล้วไม่เม้นไม่ว่า เพราะไม่ได้อัพสเปซเอาโล่ จำนวนคนโพสมากเป็นอันดับ 1
ขอบคุณที่อ่านจนจบ และพบกันใน entry หน้านะพี่น้อง
โปรดติดตามตอนต่อไป
4月7日 พรุ่งนี้เราจะออกกองกันเป็นวันสุดท้ายแล้ว จากนั้นทุกฉากชีวิตของแต่ละตัวละครจะถูกส่งต่อไปสู่กระบวนการ Post-production ซึ่งหมายรวมถึงการตัดต่อ ใส่เสียง ใส่เพลงประกอบ แก้สี แก้เสียง ตลอดจนการวางแผนโปรโมต และกำหนดคิวฉาย สำหรับคนที่ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาของท่านก็จะผ่านไปเร็ว คงจะได้ดูในเร็ววัน ส่วนใครที่ตั้งหน้าตั้งตารอด้วยใจจดจ่อ ก็รอไปก่อนละกัน
คิวสุดท้ายจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ตอน 6 โมงเย็น และคาดว่าจะเลิกกองกันตอน 6 โมงเช้าวันที่ 9 ณ เวลานั้นเมื่อรถตู้บาแรมยูจอดส่งข้าพเจ้าลงยังคอนโดหรู สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องทำหลังจากชำระล้างความง่วงออกจากใบหน้าก็คือการขนข้าวของแล้วมุ่งสู่สนามบินดอนเมืองเพื่อเดินทางกลับเชียงใหม่ ..ซึ่งตอนจบของธีม "สยามแห่งรัก" ในสเปศนี้ก็คงจะถูกpublishลงหลังจากที่ข้าพเจ้าคืนสู่นครพิงค์เชียงใหม่โดยสวัสดิภาพแล้ว
เมื่อวานเป็นวันจักรี
หลังจากที่ได้ยินว่ามีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ข้าพเจ้าเลยมีดำริที่จะชวนเพื่อน ๆ ไป คงเป็นเพราะเป็นวันหยุด เลยทำให้คนกรุงเทพมีดำริตรงกันโดยบังเอิญมั้ง
เพราะเป็นชาวลาดพร้าว ข้าพเจ้าจึงมาถึงก่อนนายน์ และ นน สองเพื่อนซี้จากภ.รักแห่งสยามที่บ้านอยู่ไกลออกไป..งานสัปดาห์หนังสือมีหนังสือเยอะ คนก็เยอะ หลายคนที่ไม่ได้ไป อาจนึกภาพไม่ออกว่าคนเยอะขนาดไหน ซึ่ง ณ จุดนี้ข้าพเจ้าไม่รู้จะอธิบายอย่างไร รู้แต่ว่าตอนกินข้าวที่ฟูดคอร์ท ข้าพเจ้าให้ไอ่นนถือจาน และให้ไอ่นายถือแก้ว แล้วยืนกิน!!
และก็แน่นอนว่า เมื่อคนมารวมกันในที่เดียว เราก็จะสามารถพบเจอคนหลายแบบหลายประเภท ตั้งแต่ปัญญาชนไปจนถึงคนเสมือนไร้การศึกษา บางคนรู้อยู่ว่าไม่ให้แซงแต่ก็แซง บางคนรู้ว่ากำลังเหยียบเท้าคนอื่นแต่ไม่มีแม้แต่จะเหลียวมากล่าวคำขอโทษ ข้าพเจ้าคิดว่าคนเหล่านั้นอาจกำลังมองหาหนังสือสมบัติผู้ดีอยู่ ซึ่งอาจต้องเดินกลับไปถามประชาสัมพันธ์ว่าอยู่ตรงบูธไหน ข้าพเจ้าส่ายหน้าเอือม แล้วเดินชมหนังสือด้วยความเพลิดเพลิน
เพลิดเพลินจริง ๆ เพราะมารู้สึกตัวอีกที ในมือข้าพเจ้ามีหนังสืออยู่ 15 เล่ม .. ข้าพเจ้าปาดเหงื่อที่ผุดทั่วหน้าผาก พร้อมกับให้สัญญาตัวเองว่าจะอ่านให้ครบทุกเล่ม
เกือบจะเย็นแล้ว เรานัดพี่ ๆ ฝึกงานกอง Power Kids ไปเดินสยาม กินส้มตำ และร้องคาราโอเกะ .. ใครบางคนอาจงงว่านี่อยู่กองรักแห่งสยามกันไม่ใช่เหรอ แล้วไปรู้จักพวกนั้นได้อย่างไร ? คำตอบคือ เรารู้จักพวกเค้าตอนคิวถ่ายที่สยามดิสฉากคอนเสิร์ตที่ถ่ายไปเมื่อวาน พี่เค้ามาเป็น extra ให้ เหตุผลที่ใช้เด็กฝึกงานบาแรมยูเป็นextra เพราะนอกจากจะไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว ยังสามารถเรียกใช้งานได้ 555 MEGA CLEVER ฉลาดสุด ๆ
กลับมาถึงคอนโดหรูราว 3 ทุ่ม ด้วยความเหนื่อยล้า หนังสือ 15 เล่มถูกหยิบขึ้นมาเพื่อตัดสินว่าจะเลือกเล่มไหนอ่านก่อน ..ข้าพเจ้าคิดอยู่นาน แล้วเล่มที่ผ่านเข้ารอบก็ได้แก่ "ผู้ช่วยผู้กำกับ ศูนย์กลางของจักรวาล" ซึ่ง ณ ตอนนี้ อ่านไปได้เกือบครึ่งเล่มแล้ว เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ
วันนี้เป็นวันเสาร์
นัดนายกะนนอีกแล้ว วันนี้ไปสวนมา แต่ไม่ได้อะไรเนื่องจากเมื่อวานหมดเงินไปเกือบสองพันค่าหนังสือ ตอนนี้กระเป๋าแฟบแล้ว เลยได้แต่ดูนายกะนนเดินชมตลาดเลือกซื้อสรรพสินค้าอย่างสนุกมือ นายเปรยขึ้นมาว่า เดี๋ยวมึงก็ต้องซื้อ แต่คิดผิดแล้วล่ะ ระดับนี้แล้วบอกไม่ซื้อก็คือไม่ซื้อ แล้วก็ไม่ซื้อจริง ๆ บ่าย2กว่าเราเริ่มอิ่มตัว นายกับนนได้ของเต็มมือ แต่เพื่อน ๆ ก็ไม่ใจร้ายเกินไป ให้รางวัลปลอบใจข้าพเจ้าด้วยเสื้อแฟรงเกนสไตน์ ขอบใจว่ะเพื่อน .. เฮ่อ นึกแล้วก็ใจหายนะจะปิดกองแล้ว ที่ผ่านมาเหมือนจะเป็นเวลาแค่สั้น ๆ แต่เราก็สนิทกันมากพอดู พรุ่งนี้คงต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดละล่ะ
เรานั่งรถจากจตุจักรมากินไอติมที่โชคชัย4 แล้วมาบาแรมยู จากนั้นขึ้นมาดูหนังที่คอนโด นั่นคือเรื่อง LITTLE MISS SUNSHINE หนังดีที่ไม่ควรพลาด ข้าพเจ้าดูเปนรอบที่ 2 แล้ว อยากชวนผู้อ่านให้ไปหามาดูกัน สนุกจริง ๆ ดูจบก็ส่งนนนายกลับบ้าน ฝนหยุดตกได้ซักพักแล้ว (ลืมบอกไปว่าวันนี้ฝนตก) บรรยากาศมันเย็น ๆ ครึ้ม ๆ เหงา ๆ พิลึก แต่ช่างเหอะชินแล้ว
พรุ่งนี้จะใช้เวลาในกองให้คุ้มค่าที่สุดละกัน
เจอกันที่เชียงใหม่นะทุกคน
4月3日 10 สิ่งที่วิชญ์วิสิฐเรียนรู้ (2)11. เวลารุมซื้อของกับแม่ค้า ควรเตรียมเงินให้พอดี โดยเฉพาะธนบัตร ให้โบกธนบัตรไปมาตรงหน้าแม่ค้า แม่ค้าจะรำคาญและขายให้เราก่อน
12. เมื่อขับรถไปที่ไหนไกล ๆ เรามักจะรู้สึกว่าขากลับเร็วกว่าขาไป
13. กระบวนการหมุนเงินมีอยู่หลายขั้นตอน แต่หนึ่งในขั้นตอนเหล่านั้นมักเป็น การโกหก
14. พึงจำไว้ว่า ถ้าเราเล่าความลับให้ใครฟัง มันจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
15. แต่ถ้าเกิดอยากให้คนเอาไปเล่าต่อ เวลาเล่าอย่าลืมย้ำว่า "อย่าบอกใครนะ"
16. ทุกปัญหามีวิธีแก้ แต่เรามักจะเจอวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด ตอนที่เราแก้ปัญหานั้นด้วยวิธีที่ยากที่สุดไปแล้ว
17. ยิ่งเราโตขึ้น คนจะยิ่งสงสารเราน้อยลง และถ้าเราทำผิดมากขึ้นเท่าไหร่ คนก็จะให้อภัยเราน้อยลงเท่านั้น
18. ดังนั้นจะให้โอกาสใคร ควรให้ถึงแค่ครั้งที่ 2 อย่าให้ถึงครั้งที่ 3 เพราะมันอาจจะมีครั้งที่ 4 , 5 ,...ได้อีก
19. เราจะแสดงความสามารถพิเศษได้ดีเวลาอยู่คนเดียว แต่พอตอนทำให้คนอื่นดู เรามักจะพลาด
20. ขนมปังไส้กรอก เวลาทำตกมันจะชอบตกเฉพาะไส้กรอก ส่วนขนมปังทาแยม ด้านที่ลงพื้นมักจะเป็นด้านแยม
คราวหน้ามีเรื่องมากมายให้เลือกอัพ ไม่ว่าจะเป็น สยามแห่งรัก , ผลโอเน็ต , ข่าวคราวของเพื่อน ๆ
อยากรู้ว่าจะเปนเรื่องอะไร โปรดติดตามต่อไป
3月30日 10 สิ่งที่วิชญ์วิสิฐเรียนรู้1. กับบางคำถาม คำตอบมีเพียง ใช่ กับ ไม่ใช่
2. จากข้อที่ 1. คนที่ต้องการจะหลีกเลี่ยงคำถามเหล่านี้มักจะตอบว่า ไม่บอก หรือ ไม่รู้
3. เรื่องโกหก มักจะเป็นเรื่องบังเอิญมาก สมบูรณ์แบบเกินไป หรือพอดีเกินความเป็นจริง
4. "ไปแน่นอน" แปลว่า 90%ไป , "ไป" แปลว่า50-50 ส่วน "อาจจะไป" "ยังไม่รู้" และ "คิดดูก่อน" แปลว่า ไม่ไป
5. ในห้างสรรพสินค้า ห้องน้ำจะต้องอยู่ใกล้โทรศัพท์สาธารณะ และถ้าลองดูดี ๆ จะมีตู้ATMอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น
6. ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่ขายบะหมี่เกี๊ยวต้มยำ
7. การที่เราเงียบไม่ได้แปลว่าเราไม่รู้
8. และการที่เราไม่ถาม ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่อยากรู้
9. เราไม่มีทางลืมอะไรก็ตามที่เราบอกว่าจะลืม
10. รัก คือ เกลียดน้อย ส่วน เกลียด คือ รักน้อย
โปรดติดตามตอนต่อไป
3月14日 อยากจะถามดู.. ว่าเธอเป็นดั่ง หมอก หรือ ควันหลายวันมานี้ทั่วเชียงใหม่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา จะให้เรียกว่าหมอกก็เห็นจะไม่ถูกนัก แต่ถ้าเรียกว่าควัน มันก็ไม่ใช่ควันอยู่ดีเพราะมันไม่ได้ลอยโขมงแบบเวลาจุดบุหรี่ หรือแบบตอนไปวางเพลิงบ้านคนอื่น จริง ๆ ในภาษาอังกฤษมีคำที่ใช้เรียกทัศนวิสัยในลักษณะนี้ คือคำว่า Smog อันเกิดจากคำว่า Smoke + Fog = Smog สำหรับในภาษาไทย คาดว่าประเทศไทยคงเกิดปรากฏการณ์นี้ไม่บ่อยนัก เลยไม่มีการบัญญัติคำนี้ในภาษาไทย ซึ่งกูก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรขอเรียกว่า หมอก ต่อไปเพราะมันดูเข้าดี ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาในยามเช้าพร้อมกับความแปลกใจเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง หลายวันก่อนได้ยินแว่ว ๆ จากที่ไหนซักแห่งว่าความกดอากาศสูงจากจีนจะเข้ามา ..อ๋อ เลยทำให้หนาวจนหมอกลงเชียวเหรอเนี่ย ว่าแต่ทำไมกูไม่หนาวล่ะ อ๋อ เพราะกูอยู่ในบ้าน ข้าพเจ้าอาบน้ำแต่งตัวเตรียมจะออกไปนอกบ้าน แน่นอนว่าก่อนไปข้าพเจ้าไม่ลืมคว้าแจ็คเก็ตตัวเก่งมาใส่ ข้าพเจ้ามาถึงสตาร์บัคส์นิมมานในเวลาเย็น หมอกหนาจริง ๆ นะเนี่ย มองไปมองมาเหลือบไปเห็นพนักงานร้านอาหารญี่ปุ่นพากันคาดผ้าปิดปาก เอ๊ะ..แฟชั่นใหม่ที่ฮาราจุกุฤป่าวนะ ข้าพเจ้าคิดในใจ หันไปเห็นลุงแก่คาดผ้าปิดปากปั่นจักรยานผ่านไป อะไรกัน.. ลุงแก่ก็บ้าแฟชั่นฮาราจุกุด้วยเหรอ ข้าพเจ้าหัวเราะเบา ๆ พลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก ว่าแต่ทำไมมันร้อนอย่างงี้ล่ะ อ๋อ กูใส่เสื้อหนาว เฮ้ยละทำไมหมอกหนาละมันไม่หนาวล่ะ ไอ่ซายจึงเดินมาให้คำตอบว่า เพราะมันไม่ใช่หมอกไงล่ะ มันคือควันพิษ ..อ๋อ ควันพิษ ...กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ควันพิษ แล้วกูจะเป็นอะไรตายมั้ยเนี่ย... จากนั้นไม่นานใครสักคนก็ได้อธิบายที่มาที่ไปเรื่องหมอกพิษนี้ให้ข้าพเจ้าฟัง มันเกิดจากการเผาขยะเผาป่าเผาใบไม้ ควันพวกนี้จริง ๆ มีอยู่นานแล้ว เพียงแต่เมื่อก่อนมันลอยไปอยู่บนชั้นบรรยากาศที่สูงกว่า แต่ที่นี้พอมีความกดอากาศสูงจากจีนเข้ามา มันก็ไปกดควันพวกนี้ลงมาในส่วนของระดับบรรยากาศที่เรา ๆ อยู่กัน ยิ่งลักษณะของเชียงใหม่เป็นแอ่งกะทะ มันเลยกลายเป็นหมอกอย่างที่เราเห็นซึ่งไม่ได้ส่งผลเสียแค่ต่อสุขภาพ แต่ทำให้การจราจรมีปัญหา โดยเฉพาะการจราจรทางอากาศ เครื่องบินลงจอดไม่ได้ บลา ๆๆๆๆ ที่เบาะหลังรถ ข้าพเจ้านั่งกุมขมับรู้สึกเป็นกังวลกับหมอกปริศนาที่ปกคลุมเชียงใหม่ พาลนึกไปถึงหนังเรื่องต่าง ๆ ที่เคยดูมา หรือว่านี่เป็นแผนชั่วร้ายของใครบางคนที่คิดจะครองโลก หรือต่อจากนี้ผู้คนจะล้มตาย แล้วตื่นมาเป็นซอมบี้ไล่ฆ่าคนที่เหลืออยู่ หรือว่านี่..คือจุดสิ้นสุดของมวลมนุษยชาติ ไม่นะ ไม่จริง ไม่จริงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ฟู่ ซาย ทุกคนในรถหันมามองข้าพเจ้า ถอนหายใจ และส่ายหน้าด้วยความสมเพช นี่ข้าพเจ้าคิดมากจนเพ้อเจ้อไปได้ถึงขนาดนี้เชียว ? แต่อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เหรอ
ฟู่กดปุ่มเลื่อนเพลง ดนตรีที่คุ้นหูลอยมา ทุกคนร้องฮัมออกมาเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว รวมทั้งข้าพเจ้า
“ลมเย็น ๆ พัดมาแล้วฉันเพิ่งรู้สึก ฟ้าลึก ๆ มองขึ้นไปดูช่างสดใส แต่มือเย็น ๆ ในตอนนี้นั้นไม่มีใคร ..ไม่มีใครสัมผัส มันทนไม่ไหว”
ซายเอื้อมมือไปบิดที่ปรับแอร์ให้แรงขึ้น
“ได้ยินเพลงบอกไว้ลมหนาวมาถึงเมื่อไร มันก็เหงาในใจตามเนื้อเพลงอยู่เรื่อยไป คราวนี้ถ้าต้องเจอะ หน้าหนาวนี้ขอร้องเธอ.. ขอได้มั้ย”
อากาศในรถหนาวอย่างรู้สึกได้ ตอนนี้ทุกคนร้องเพลงกันเต็มเสียง ความกังวลเรื่องหมอกควันบ้าบอนั่นเริ่มหายไป
“ขอมือหน่อยได้มั้ยอากาศหนาว หนาว ไม่ชอบเลย ขอมือหน่อยอย่าเฉยเมยจนฉันนั้นต้องเสียใจ อยากขอแค่ได้ไออุ่น จากเธอได้ไหม บอกความรู้สึกข้างในก่อนหน้าหนาว คราวนี้จะผ่านไป”
ว่าแต่ เปิดเพลง ’หนาวนี้’ ร้องกันในรถเย็นฉ่ำ ขณะที่รอบตัวเต็มไปด้วยหมอกบาง ๆ มันก็ได้ฟีลเหมือนกันนะ..อิอิ 3月10日 สยามแห่งรัก 3 @ ลาดพร้าว ตอนที่11. ภายใน/รถแท็กซี่/กลางคืน
รถแท็กซี่มุ่งหน้าไปตามมอเตอร์เวย์ ความเงียบปกคลุมทั่วรถ พิชหันกลับไปมองสนามบินสุวรรณภูมิที่จากมาแล้วถอนใจ เสียงชายชราดังขึ้น
โชเฟอร์ ค่าทางด่วนยีบห้าบาท
พิช อ่ะนี่
พิชยื่นเงินแบงค์ห้าสิบให้ ไม่กี่อึดใจโชเฟอร์ก็ยื่นเงินทอนกลับมา นี่เป็นเพียงบทสนทนาสั้น ๆ และเป็นบทสนทนาเดียวที่เกิดขึ้นบนรถคันนั้น ตัดไป
2. ภายนอก/สนามหน้าบ้านโต้ง/กลางวัน พี่ดา พี่เอ๋ พี่ใหม่ และอีกหลายพี่กำลังจ้องมองดูหน้าของพิช พิชหลบสายตาผู้คนเหล่านั้น ข้าง ๆ พิชเป็นพี่มะเดี่ยวนั่งกินผัดปลาหมึกอย่างหิวโหย สายตาเหลือบมองช่างไฟคนแล้วคนเล่า
พี่ดา สิวเต็มเลยพิชไปทำไรมา
พิช เครียดสอบน่ะพี่ดา มันทำไม่ค่อยได้อ่ะ
พี่ดา แล้วนี่เดี๋ยวซีนบ้านมิวจะทำไงเนี่ย โคลสอัพหน้ามิวทั้งนั้น
พิชได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ในใจคิดว่า "ซวยละกู" ตัดสลับหน้าบ้านมาริโอ้วิ่งเข้ามา ยกมือไหว้ทีมงาน พี่ดาพี่ใหม่จึงละความสนใจจากพิชไปสำรวจสิวของโอ้แทน ตัดไป
3.ภายใน/บ้านโต้ง/กลางวัน โต้ง จูน ยืนงง ๆ อยู่หน้าบ้าน มิวลงจากรถแล้วหันไปมองขอความเห็นจากสุนีย์ สุนีย์พยักหน้า เสียงใครบางคนดังขึ้น
เสียง1 คัท..เช็คประตูค่ะ ไงมะเดี่ยว..อยู่มั้ย
เสียง2 โอเคละแต่ขออีกเทคนึง โต้งเขยิบเข้าไปใกล้พี่จูนอีกนิดนะ
มาริโอ้พยักหน้ารับ แล้วเขยิบเข้าไปใกล้พี่พลอย ตัดไป
4.ภายใน/ระเบียงบ้านโต้ง/กลางคืน
พิชทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบบดไปมา แรงตีนที่บดขยี้ทำให้พื้นซีเมนต์ปรากฏรอยฝุ่นสีดำเข้ม เขาถอนหายใจแล้วมองไปข้างหน้าเหมือนรออะไรบางอย่าง แต่แล้วเสียงพี่เอ๋พูดขึ้น
พี่เอ๋ ตกลงว่าซีนกินข้าว ยกไปวันพรุ่งนี้นะคะ
พิช อ้าว... ตัดไป 5.ภายใน/ซอยลาดพร้าว 60/กลางวัน
เช้าวันใหม่ พิชกำลังยืนดูแปะทำชาเย็น แปะตักนมข้นลงในถ้วยแก้วใส ไม่นานชาสีส้มเข้มก็ถูกเทกรอกลงไป แปะใช้ช้อนคนอย่างชำนาญ โทรศัพท์ดังขึ้น พิชกดรับสาย
พิช ครับพี่ต้อม
พี่ต้อม พี่จะถึงแล้วนะ พิชอยู่ตรงไหน
พิช ซื้อชาเย็นอยู่พี่ เอาไรป้ะ
พี่ต้อม งั้นชั้นขอโอวัลตินไม่ใส่น้ำตาล ตัดไป
6. ภายใน/บ้านพี่ปู/กลางวัน
บนเตียงหมอ พี่ปูหมอผิวกำลังละเลงครีมหลายชนิดลงไปบนหน้าพิชที่นอนอยู่ เตียงข้าง ๆ เป็นพี่ต้อมที่ใบหน้าเต็มไปด้วยมาสก์ลอกสิว พี่ต้อมดูคล้ายกับอินทรีย์แดง โทรศัพท์ดังเป็นเพลง พี่ต้อมกดรับสายและบอกเส้นทางที่จะมาสู่บ้านพี่ปูให้กับปลายสาย สักพักพี่ต้อมลุกขึ้นแล้ววิ่งพรวดออกไป พี่ต้อมกลับเข้ามาพร้อมกับมาริโอ้และแม่ของมาริโอ้ พิชซึ่งเสร็จจากกิจกรรมบนใบหน้าแล้วขึ้นไปนั่งบนเตียงว่าง ๆ ข้าง ๆ แม่มาริโอ้ เตียงที่พิชนอนอยู่เมื่อสักครูบัดนี้ถูกแทนด้วยมาริโอ้ เมาเร่อ พี่ปูเริ่มละเลงครีมต่าง ๆ สู่ใบหน้าของโอ้ พร้อมด้วยหน้ากากอินทรีย์แดง โอ้หลับตาพริ้ม ตัดไป
7. ภายนอก/หลังบ้านโต้ง/กลางคืน
พิชหยิบแก้วน้ำที่มีชื่อตัวเองแปะไว้ขึ้นมา มืออีกข้างกำยาขมน้ำเต้าทองหลายเม็ด โอ้มองยาในมือพิชแล้วทำหน้ายี้ พิชโยนยาใส่ปากแล้วกระดกน้ำตาม สักพักได้ยินเสียงพี่ดาดังมาจากว.ที่วางอยู่ไม่ไกล
พี่ดา โอเค เดี๋ยวเราจะอัดเสียงร้องมิว น้องใหม่ตามมิวด้วยจ้ะ
มิว อยู่นี้ครับ..
มิววางแก้วน้ำที่มีชื่อ พิช ลง แล้วเดินไปยังสนามหน้าบ้านโต้งด้วยสีหน้าขมยา ตัดไป
โปรดติดตาม สยามแห่งรัก 3 @ ลาดพร้าว ตอนที่2 เร็ว ๆ นี้ 3月1日 สยามแห่งรัก 2 (แบบลืม ๆ) ข้าพเจ้านั่งมองภาพลูกแกะน้อยชวนฝันอันเป็นโลโก้ของบาแรมยูที่เราคุ้นเคยดี ลูกแกะน้อยนอนชวนฝันอยู่บนกระจกรถตู้บาแรมยูที่กำลังพาข้าพเจ้ามุ่งหน้าสู่ถนนพระรามเก้า เมื่อมองออกไปข้างนอกจะพบว่าแม้จะเป็นตอนเช้าแต่รถก็เริ่มติดอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุในรถตู้ที่ดังคลอเพื่อลดความตึงเครียดและเบื่อหน่าย 10นาทีผ่านไปข้าพเจ้าและคนขับรถต่างเห็นว่าหากรอต่อไปเกรงว่าจะไม่ทันการ รถตู้จึงจำเป็นต้องทิ้งข้าพเจ้าลงที่สถานีรถไฟฟ้าพระรามเก้า เพราะนี่คงเป็นวิธีเดียวกระมังที่จะทำให้ข้าพเจ้าไปถึงสยามภายในเวลาอันสั้นที่สุด ..แล้วประตูก็ปิดดังตึง ข้าพเจ้ายิ้มและโบกมือลาลูกแกะน้อย ..ดูเหมือนลูกแกะน้อยจะยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน
และแล้วก็ถึงสยามเพียงพริบตา ช่างเป็นการเดินทางที่รวดเร็วปานต้มมาม่า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า 1 ชั่วโมงก่อนข้าพเจ้านั่งกินไข่เจียวอยู่ในบ้านที่เชียงใหม่ และปรากฏตัวอีกครั้งที่กรุงเทพมหานคร ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงถัดมา ..ขอบคุณเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่อำนวยความสะดวกให้แก่มวลมนุษยชาติ
ที่เซ็นเตอร์พอยนท์ เพื่อน ๆ และทีมงานรออยู่ ยังไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะโบกมือทักใคร ผ้าดำก็คลุมหัวและตัวทันที ผมเผ้าถูกตัดอย่างไม่ทันตั้งตัว ชุดนักเรียนโรงเรียนอื่นถูกนำมาแทนที่เสื้อผ้าชุดที่ใส่มา ฝุ่นแป้งสีต่าง ๆ เริ่มคลุฟุ้งบนใบหน้า ภายใน 15 นาทีข้าพเจ้าก็ไปถึงร้านสเวนเซ่นส์ ทุกคนรออยู่ที่นั่น
ข้อดีในการมาครั้งนี้คือการได้ลิ้มรสไอติมอันโอชะแบบฟรี ๆ ส่วนข้อเสียคือการได้กินไอศครีมแบบหลาย ๆ รสละลายปนกัน เพราะพอไอติมมาถึง หันไปคุยกับเพื่อนแป๊บเดียว หันกลับมาไอติมก็ถูกไฟ3000กว่าวัตต์จากรถมูนบีมแผดเผาจนละลายเป็นน้ำโจ๊ก ถ่ายไปกินไปหยดไป ..ฤว่าของฟรีจะไม่มีในโลกอย่างที่เค้าว่าจิง ๆ
ตกบ่ายเรามีอีกหลายซีนให้ถ่ายทำ ซึ่ง ณ จุดนี้ก็ถือว่ามันผ่านมานานมากแล้วกูก็จำค่อยไม่ได้ กราบขออภัยมา ณ ที่นี้..
ข้าพเจ้ากลับเชียงใหม่ และจากนั้นไม่กี่วันก็ลงกรุงเทพอีกครั้ง คราวนี้แหละที่ทำให้ได้พบกับเรื่องราวมากมาย ข้อคิดมากมาย
เป็นสองซีนที่ทำให้เปรียบเทียบความต่างระหว่างการทำงานแบบตั้งใจน้อยกับตั้งใจได้ดี ทำออกมาได้แย่ก็เซ็ง ๆ นะ แต่ยังดีที่ยังมีคนคอยเตือนกันอยู่ วันไหนที่ไม่มีคนมาคอยสอนอย่างงี้ข้าพเจ้าคงรู้สึกแย่กว่า..
แต่คราวนี้คงจะไม่มีอะไรแย่เท่าขากลับละล่ะ แท็กซี่โดนตำรวจจับ..ข้อหา ป้ายพนง.ขับรถที่วางตรงคอนโซลหน้ารถแท็กซี่โดนแดดเลียจนมองไม่เห็นชื่อ ..เวรกรรม นั่นอาจทำให้ลุงคนขับเสียเงินไม่กี่ร้อย แต่ข้าพเจ้าต้องสูญเสียเงินไปกว่าพันบาท เพื่อแลกกับตั๋วเครื่องบินเที่ยวใหม่ ..เพราะตกเครื่อง เซ็งจิง ๆ .. เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักสถานที่ต่าง ๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิมากขึ้น เพราะว่าต้องแหง่วอยู่ที่นั่นถึง 4 ชม.
นาฬิกาชี้บอกเวลาสี่โมงเย็น ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านแล้ว ข้าพเจ้านั่งรออยู่หน้าgateด้วยใจระทึก ในกระเป๋าไม่มีได้มีเพียงแค่เสื้อผ้าและหนังสือหนังหา .. หากแต่เต็มไปด้วยประสบการณ์และข้อคิดอีกมากมายที่ต้องจดจำ นี่คือสัม"ภาระ" ที่ข้าพเจ้าจะต้องแบกและรับผิดชอบมันให้ดีที่สุด
ท้องฟ้าตอนนี้เป็นสีคล้ำ ข้าพเจ้านั่งเอนหลังอยูบนเครื่องบินอย่างอ่อนล้า เชียงใหม่รอข้าพเจ้าอยู่ในไม่กี่อึดใจ ข้าพเจ้าชะโงกมองดูนอกหน้าต่าง พร้อมกับบอกลากรุงเทพ...มหานครแห่งแสงสีที่บัดนี้มองเห็นเป็นเพียงแสงจุดเล็กและรางเลือน
แล้วเราจะพบกันอีกในไม่ช้า
โปรดติดตาม สยามแห่งรัก 3 เร็ว ๆ นี้ 1月26日 รด.camp + สยามแห่งรัก ภาคพิเศษนี่คือสถาน แห่งบ้านทรายทอง ที่ฉันปองมาสู่
ฉันยังไม่รู้ เขาจะต้อนรับ ขับสู้เพียงไหน
อาจมียิ้มอาบ ฉาบบนสีหน้า ว่ามีน้ำใจ
แต่สิ่งซ่อนไว้ ในดวงจิต คือความริษยาาาาาาา
หลายคนคงคุ้นเคยกับบทเพลงเปิดตัวละครเรื่อง บ้านทรายทอง กันเป็นอย่างดี เพราะเป็นนวนิยายที่นำมาทำเป็นหนัง เป็นละคร เป็นหนัง เป็นละคร เป็นหนัง เป็นละคร เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ทุกยุคสมัย ในเรื่องนี้เราจะได้พบกับคาแรคเตอร์อันโดดเด่นของพจมาน สว่างวงศ์ และที่เด่นไม่แพ้กันคือผมเปียสองข้างซ้ายขวา กับสีหน้าแอ๊บแบ๊วของเจ้าหล่อน ที่ทำให้พ่อค้าแม่ขายทั้งหลายนั่งจดจ่ออยู่หน้าจอโทรทัศน์จนไม่เป็นอันทำมาหากิน ..เนื้อหาในเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความสับสนว้าวุ่นจิตใจของพจมานและความกลัวในสิ่งที่หล่อนไม่อาจล่วงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเบรคต่อไป
มันเป็นแปดโมงเช้าวันจันทร์ที่แดดค่อนข้างร้อน จนทำให้หลายคนจินตนาการไปถึงตอนกลางวันว่ามันต้องร้อนกว่านี้อีกหลายร้อยเท่าพันทวี ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่ได้ถักเปีย แถมอยู่ในชุดเครื่องแบบนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งต่างจากพจมานโดยสิ้นเชิง แต่ข้าพเจ้าแน่ใจได้ว่า ความรู้สึกของเราทั้งสองคงไม่ต่างกันมากนัก เราต่างตื่นตะลึงกับสิ่งที่คอยอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับหวาดกลัวเพราะไม่อาจรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างตลอดระยะเวลาที่มาพำนัก ณ ที่นี้.
การฝึกภาคสนามถือได้ว่าเป็นภารกิจเสี่ยงตายอย่างนึงในชีวิตข้าพเจ้าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งอาจเหมารวมไปถึงหลายคน ณ ที่นี้ น้อยนักที่คนกระสันอยากจะเข้าฝึกภาคสนามโดยใจสมัคร แต่เพราะถ้ามึงไม่เข้า มึงก็จะไม่จบรด.ปี3 ซึ่งถอดสมการแล้วเท่ากับว่า ที่มึงเรียนมาตลอด 3 ปี นั้นไร้ความหมาย!! ดังนั้น ทุกคนจึงจำใจจะต้องเข้าค่ายด้วยประการฉะนี้
อันที่จริงการฝึกภาคสนามซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า ค่ายนรก นั้นจักต้องประกอบไปด้วยการยิงปืน โดดหอ ฝึกจู่โจมกลางวัน-กลางคืน รวมไปถึงการหุงหาอาหารอย่างยากลำบากด้วยหม้อสนามสมัยสงครามโลก ตลอดจนการทำโทษที่แปลกพิสดาร
จะด้วยความบังเอิญ หรือโชคดี หรือจะเรียกว่าอะไรก็ช่าง ทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าไปทำงานในห้องคอมพิวเตอร์ตลอดการฝึก ซึ่งถือได้ว่าสบายโคด ๆ เพราะไม่ต้องฝึกอะไรเลย จะด้วยอะไรก็ตามแต่ขอกราบขอบพระคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์มา ณ ที่นี้
..เรื่องราวในค่ายนรกยังมีอีกมาก แต่อย่าให้เล่าเลยมันจี๊ดใจ ถ้าอยากรู้แนะนำให้ไปที่สเปศเพื่อน ๆ เพราะคิดว่าคนที่เข้าแบบเต็มสูตรน่าจะเล่าได้อรรถรสมากกว่า อีกอย่างเป็นผลดีแก่น้อง ๆ ม.4-5 ที่ยังไม่ได้เข้าคายนรกและเสือกหลงเข้ามาในสเปศแห่งนี้ด้วย จะได้ไม่เป็นการสปอยล์ไง อิอิ
จบจากค่ายนรก ทุกคนกลับบ้านปลอดภัย
สยามแห่งรัก ภาคพิเศษ
20 มกราคม (เสาร์)
อีกครั้งกับการมาเยือนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คราวนี้ไม่มีแขกปากีมากวนตีนให้รำคาญหัวใจ ถึงบาแรมยูราบ่าย 3 วางกระเป๋ายังไม่ทันนั่งก็ออกไปจตุจักรกับพี่ ๆ ทีมงานอันประกอบด้วย พี่นุ่น พี่ดาว พี่ใหม่ ขนาดกะไม่ซื้ออะไรยังได้เสื้อมาตั้ง 3 ตัว พร้อมกับความรู้สึกถวิลหากางเกงยีนส์ ซึ่งข้าพเจ้าสัญญากับตัวเองว่าไปจตุจักร์คราวหน้าจะต้องคว้างกางเกงยีนกลับมาให้จงได้..ฮึ!
21 มกราคม (อาทิตย์)
ข้าพเจ้าติดกระดุมเสื้อขาวทีละเม็ดด้วยมืออันสั่นเทา ในหัวสมองกำลังประมวลคำถามที่นักข่าวจะต้องยิงใส่ คิดไปไกลจนพี่มะเดี่ยวเร่งให้ลงไปได้แล้ว เราจึงลงไปที่บาแรมยู
สื่อมวลชนคับคั่ง พี่ ๆ ทีมงานเตรียมงานกันอย่างแข็งขัน เพื่อน ๆ ในวงมากันครบแกงค์ ขาดก็แต่พี่อู๋กะอั้ม ไม่นานนักพวกเราไปรวมตัวกันใต้เต้นท์ขาว มือถือธูปสิบนิ้วประนมกราบไหว้ พราหมณ์ดำเนินพิธีบวงสรวงด้วยเสียงดังกังวาน จบการบวงสรวงข้าพเจ้าร่วมถ่ายภาพและตอบคำถามมากมายจากสื่อมวลชน
นักข่าวและช่างภาพกลับไปในตอนสาย หลายคนกลับบ้าน ข้าพเจ้าและเพื่อนที่เหลืออยู่รับประทานอาหารและเตรียมตัวเวิร์คช็อป ตื่นเต้นเหมือนกันนะเวลาดาราชั้นนำมาอยู่ตรงหน้า แต่จะให้วิ่งรี่กรี๊ดกร๊าดไปขอลายเซ็นก็จะดูยังไงอยู่ รุ่นใหญ่แล้วต้องเก็บอาการ การเวิร์คช็อปเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหา ตอนค่ำข้าพเจ้ากลับคืนสู่สนามบินสุวรรณภูมิอย่างปลอดภัย คิดถึงคนที่กรุงเทพมากมาย แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวอังคารหน้าก็เจอกันอีก อิอิ
โปรดติดตาม สยามแห่งรัก 2 เร็ว ๆ นี้
12月30日 สยามแห่งรัก 125 ธันวาคม
ข้าพเจ้าได้รับการต้อนรับอันอบอุ่นจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยการถูกมองอย่างดูแคลนจากชายชราชาวปากีสถาน พร้อมด้วยคำสบถซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถแปลได้อีกสองสามคำ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ราว 10 วินาที ข้าพเจ้ากำลังเดินอย่างมาดมั่น ชื่นชมกับผลงานสถาปัตยกรรมปูนเปลือยของท่าอากาศยานแห่งนี้ โดยไม่รู้ตัวมาก่อนว่ากำลังเข็นรถเข็นตามตูดแขกปากี .. 5 วินาทีต่อมา ล้อรถเข็นบดบี้กับพื้นส่งเสียงดังอิ๊ดอ๊าด แขกชราหยุดเดินกระทันหัน ราวกับจะระลึกได้ว่าลืมโรตีไว้บนเครื่อง จึงทำให้ล้อหน้าของรถเข็นข้าพเจ้าซึ่งตามมาติด ๆ นั้นปีนขึ้นไปทับส้นตรีนของแขกชรา แขกทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด ข้าพเจ้ากล่าว I'm sorry แต่ดูเหมือนแกจะไม่เข้าใจ ..แขกก่นด่าข้าพเจ้าด้วยภาษาท้องถิ่น (อาจเป็นภาษาทมิฬหรือสิงหล) ซึ่งแม้จะไม่เข้าใจความหมายนักแต่ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าคงจะเป็นคำด่าที่เจ็บแสบพอสมควร ข้าพเจ้าพยายามแสดงความเสียใจด้วยสีหน้าและท่าทางแต่ไม่เป็นผล ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเสียเวลากับชายผู้นี้มากพอแล้ว ข้าพเจ้าจึงยิ้มสยาม กล่าว "Merry Chistmas" แล้วดอลลี่จากไป.
โชคดีว่ายามที่คอนโดป.ธนาจำหน้าได้ การขึ้นไปยังที่พักซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปอีก 10 ชั้นโดยคนนอกอย่างข้าพเจ้าจึงเป็นไปอย่างไม่ยากเย็น เมื่อพบปะหน้า ทักทายกันตามมารยาทไทยแล้ว พี่มะเดี่ยว น้องอั้ม(มาถึงก่อนแล้ว)และข้าพเจ้า จึงเข้าออฟฟิศ เพื่อไปรายงานตัวต่อทีมงานทุกคน ตอนบ่ายตามทีมงานไปดูworkprintที่กันตนา ..ตกเย็นทุกคนร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ตลาดโชคชัย๔
26 ธันวาคม
ตาลีตาเหลือกตื่นด้วยเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่บอกเวลา 8.00 น. รีบอาบน้ำแล้วปลุกไอ่อั้ม นั่งแท็กซี่-รถไฟฟ้า ถึงสยาม 9 โมงครึ่ง (ซึ่งถือว่าไม่late) ที่นั่นข้าพเจ้าถูกกล้อนผมจนได้ทรงใหม่ ทีแรกรู้สึกแปลก ๆ และเสียดายผมมาก แต่พอกลับมาเชียงใหม่รู้สึกว่า feedback ต่อผมทรงนี้ค่อนข้างเวิร์คใช้ได้ ตอนนี้ชักเริ่มชอบแล้ว (ขอบคุณพี่ป๊อบฮะ) เสื้อผ้าหน้าผมถูกเซ็ทอย่างเรียบร้อยเสร็จสมบูรณ์ราวเที่ยง ข้าพเจ้าหลงรักชุดนักเรียนเซ็นคาเบรียลเข้าเต็มเปา อยากใส่แบบนี้ที่โรงเรียนบ้างแต่เกรงว่าจะถูกเม้าท์ .. ข้าพเจ้าสลัดความคิดเพ้อเจ้อแล้วไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ พร้อมหน้า
ตกบ่ายความตึงเครียดก่อตัวขึ้นและส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วเซ็นเตอร์พอยนท์ เทคแล้วเทคเล่า ก็ถูกcommentว่ามันไม่ธรรมชาติ ข้าพเจ้านึกอดสูตัวเองว่าน่าจะเตรียมตัวให้พร้อม ซ้อมหน้ากระจกตั้งแต่เมื่อคืน แต่มานึกตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ มีเสียงคนพูดแว่วเข้าหูสองสามครั้งว่าพี่เอ๋ถึงกับต้องไปเอาฟิล์มมาเพิ่ม รู้สึกแย่ หน้าเจื่อนลงไปถนัด เพื่อน ๆ ในวงช่วยกันปลอบ พยายามทำเป็นรู้สึกดีขึ้นแต่ช่วยได้ประมาณ 1% .. สุดท้ายก็ผ่านไปได้อย่างทุลักทุเล ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคน โดยเฉพาะพี่ดาคนสวย(...)
ตอนค่ำ ๆ ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารมิวมาก ที่ต้องเดินกลับไปกลับมาที่เซ็นเตอร์พอยนท์เกือบ 20 รอบ มองคู่รักเดินผ่านไปมาสองข้างทางก็รู้สึกเปลี่ยวหัวใจ คริสต์มาสปีนี้สุดแสนระทึก ไม่ใช่เพราะรอซานต้าหรอกนะ แต่ตื่นเต้นกับการทำงานต่างหาก
ค่ำจริง ๆ แล้ว ท้องฟ้าเป็นสีดำแต่ไม่มีดาว กินข้าวกับพวกพี่ดาวพี่นุ่น จากนั้นก็ไปนั่งเม้ากะพี่โก้(โมมาริฯ) คุยกันเกือบจะออกรส แต่ก็มีอันต้องผละจากวงสนทนาออกไปเพื่อชมscenceงอกบนถนนใหญ่ ข้าพเจ้ามีโอกาสทำความรู้จักกับ พี่มาโค พี่ฟ้าวงมาฟ และกุ๊บกิ๊บ .. อ้อ อีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าพบว่าเครปญี่ปุ่นที่ขายตรงเซ็นเตอร์พอยนท์อร่อยจริง ๆ หลังจากที่ตัดสินใจอยู่นานว่าจะแดกไม่แดกดี อร่อยชนิดที่กลับเชียงใหม่แล้วยังคิดถึง คราวหน้าไปจะไปกินอีกนะ .. เครปยังไม่ทันหมด ใครซักคนก็ส่งเสียงขึ้นบอกว่างานวันนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่พี่มะเดี่ยวมีงานstockshotอีก ข้าพเจ้ากับอั้มจึงจะกลับไปก่อน ตอนนั้นเองที่รู้ว่าปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว .. เพราะลืมเอากุญแจออกมาจากห้อง เซ็งจริง ๆ ..
เกือบห้าทุ่ม สองคนอั้มพิชกลับคืนสู่คอนโดป.ธนา จ้างช่างมางัดแงะกุญแจหมดไป 350 อยากร้องไห้ แต่น้ำตายังไม่ทันจะไหลก็ล้มตัวลงนอนด้วยความง่วงและอ่อนล้า
27 ธันวาคม
ด้วยความที่พลังงานในร่างกายถูกถวายให้กับรักแห่งสยามจนหมดสิ้น ทุกคนจึงลุกออกจากที่นอนราว ๆ บ่ายโมง เข้าออฟฟิศกะอั้ม เจอพี่นุ่น พี่นุ่นบอกวิธีการเดินทางไปวังหลังอย่างละเอียด แต่นั่นไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้ากับอั้มรู้สึกว่าเข้าใจ เมื่อตระหนักว่าถ้าปล่อยไปกันเองคงหลงแน่ พี่นุ่นจึงอาสาเป็นไกด์นำทัวร์
ถึงหน้าธรรมศาสตร์ราวบ่ายสองโมงครึ่ง ข้าพเจ้าสวาปามข้าวผัดมันกุ้งด้วยความหิวโหย อั้มเช่นกัน ขึ้นเรือข้ามฟากไปวังหลัง อั้มได้รองเท้า นาฬิกา ส่วนข้าพเจ้าไม่ได้อะไรจากวังหลัง เพราะรู้สึกเหมือนมากาดหลวง จะเมาคนซะเปล่า ๆ ออกจากวังหลังด้วยความเวียนหัว ขึ้นเรือกลับไปฝั่งท่าพระจันทร์ และแล้วข้าพเจ้าก็ได้เสื้อกันหนาว Lacoste 1 ตัว อั้มอดใจไม่ไหวซื้อด้วย เราแยกกับพี่นุ่นที่สถานีบางซื่อ พี่นุ่นต้องกลับไปรอน้ำแข็งที่ออฟฟิศ (วันนี้มีปาร์ตี้) ส่วนวัยรุ่นอย่างเราไปสยามต่อ
"เปิดแล้วกรี๊ดดด" เป็นโจทย์การแลกของขวัญที่ท้าทายมาก ท้าทายมากจนไอ่อั้มไม่ได้ซื้อเลย ส่วนข้าพเจ้าได้กระจกมา 1 บาน หวังจะให้คนเปิดกรี๊ดเพราะเห็นหน้าตัวเอง อยากรู้จังคนอื่นจะเอาอะไรมาประชัน
ปาร์ตี้สนุกสนาน นักแสดงที่มาร่วมงานมีเอ๊กซ์ และ ปิงปอง ซึ่งกลับไปตอนเที่ยงคืน ไอ่อั้มแวบไปหาพี่อู๋ที่โชคชัย๔ ข้าพเจ้านั่งเล่นในออฟฟิศจนผล็อยหลับไป ตื่นมาอีกที ตี 4 ..พระเจ้า!! ปาร์ตี้ยังไม่เลิกเหรอเนี่ย ?? รู้สึกสงสารชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง เพราะได้ข่าวว่ามีปาร์ตี้เกิดขึ้นที่บาแรมยูเป็นคืนที่ 2 แล้ว เกือบตี 5 วัยรุ่นทั้งหลายก็โบยบินกลับไปนอนที่รังของตน
28 ธันวาคม
เมื่อรู้ว่าเที่ยวบินเลื่อนจาก 11โมง มาเป็น 4โมง50 ก็ทำให้เรานอนต่อได้อีกแป๊บนึง พี่มะเดี่ยวมีงานค้าง ข้าพเจ้ากับไอ่อั้มจึงนั่งแท็กซี่ไปรอที่สุวรรณภูมิก่อน คราวนี้ไม่มีแขกปากีสถานมาต้อนรับเหมือนครั้งแรกแล้ว แต่มีคิวเช็คอินที่ยาวประมาณ 20 เมตรยืนรอพวกเราอยู่ ตอนที่เดินไปต่อแถวทุกคนในแถวหันมาสบตาให้ข้าพเจ้าและไอ่อั้ม บางคนยิ้มมุมปาก พอจะเดาความหมายได้เลา ๆ ว่า "ยินดีต้อนรับผู้ร่วมชะตากรรม ..รอไปเถอะมึง" แล้วเราก็ได้รอจริง ๆ ขนาดที่ว่าพอพี่มะเดี่ยวตามมาถึงใน 40นาทีให้หลัง เราก็ยังอยู่ประมาณกลาง ๆ แถว แต่ไม่เป็นไร วัยรุ่นรอได้
เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินที่รวมเที่ยว 11โมง บ่าย3โมง 5โมงเย็น และ 1ทุ่ม ไว้ด้วยกัน (มารู้ทีหลังว่าสมเด็จพระบรมโอฯจะเสด็จฯ) หลังจากที่กับประสบความเหนื่อยยากพื้นราบแล้ว บนอากาศเรายังได้พบกับเกย์ไร้มารยาทที่มองจิกไอ่อั้มตลอดเที่ยวบิน ..ตอนแรกคิดว่าเป็นบริการพิเศษจากสายการบินวันทูโก แต่คิดว่าไม่น่าใช่ .. ถึงเชียงใหม่เกือบ 3ทุ่ม ถึงบ้านหลับเป็นตาย ..คิดถึงทุกคนที่กรุงเทพว่ะ.
โปรดติดตามตอนต่อไป..
12月22日 แล้วลมหนาวก็พัดเอาปีหมาไปอย่างรวดเร็ว ปีหมาก็พัดหมามาให้กูเลี้ยง ปีหน้าอะไรล่ะ ..หมู คงไม่เอาหมูมาให้กูเลี้ยงหรอกนะ ช่วงนี้อัพเรื่องโควต้าก็ดูเอ๊าท์ ๆ ไงไม่รู้ กับโควต้าก็ไม่ค่อยมีอะไรให้พูดกันเท่าไหร่ เพราะไงก็มั่วเห็น ๆ ..หลายวันมานี่อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วจนรู้สึกได้ เมื่อเช้าดูข่าวในทีวี เหมยขาบ(แม่คะนิ้ง)ก็มาทักทายยอดดอยแล้ว แสดงว่าหนาวจริง ๆ .. ซึ่งทำให้หลายคนป่วยเฉียบพลัน อย่างเช่นโจ้ ที่ผลวินิจฉัยออกมาแล้วว่าเยื่อฉีกขาด (เยื่อบุโพรงจมูก) , บิ๋ม(เพิ่งนั่งคุยกันเมื่อวานดี ๆ)ก็เป็นหวัดไปเสีย ไม่เว้นแม่แต่กู นี่ก็ดีขึ้นมากแล้ว และก็หวังว่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งช่วงนี้ต้องบินไปบินมากรุงเทพ-เชียงใหม่ คงต้องรักษาสุขภาพกว่าเดิมน่าดู เดี่ยวจะตายซะก่อน
ในที่สุดความรู้สึกนั้นก็เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าแล้ว หึหึ เวลาไปโรงเรียนเห็นโน่นนี่ ก็จะเกิดอาการรำลึกถึงความหลังครั้งก่อน บันไดนี้กูเคยไถลลงมาหน้าแหก พุ่มไม้ที่เป็นรูโหว่นี่ก็ฝีมือกูเอง(ผลักเพื่อนให้ตกลงไป) ภารโรงคนนี้เคยโดนกูขโมยขวดไปขาย ประตูข้างตึก EP เก่าที่โดดได้เฉพาะตอนเที่ยง ๆ กำแพงล็อคนี้ที่เคยกระโดดข้าม หมายามตัวนั้นที่เคยแกล้ง ซอยนี้ซอยม.6อยุ่ประจำ ซอยนี้ของม.5 บ้านหลังนี้เคยโดดเข้าไปหลบครู 1 ที ตรงนั้นคนชอบดูดบุหรี่ ซอยนี้ผู้หญิงตบกันบ่อย พอเดินผ่านครูก็ เอ๊ะ..เจ๊นี้โดนเราแกล้งรึยังวะ คนนี้เราเคยทำนั่นทำนี่ บลาบลาบลา เรื่องราวต่าง ๆ ไหลออกมาเป็นก๊อกรั่ว ..ก็นะ พอถึงเวลาจะต้องไปจากโรงเรียน มันก็ต้องคิดถึงเป็นธรรมดาอยู่แล้วล่ะ
ว่าแต่..ทำไมมันมีแต่เรื่องเหี้ย ๆ วะ ?
ฮิฮิ
สิ่งที่จะทำในสิ้นปีนี้
1. รักษาสุขภาพ-ดูแลตัวเองให้มากกว่าขึ้น
ก่อนที่มันจะโทรมจนเกินเยียวยา ฟิตร่างกายให้แข็งแรงปลอดโรคภัยไข้เจ็บ จะได้พร้อมรับมือกับปัญหามากมายที่จะพุ่งเข้ามาในอีกไม่ช้า และenjoyกับทุกเรื่องดี ๆที่เข้ามาในชีวิต สำหรับข้อ 1 นี้คิดว่าจะทำต่อไปถึงปีหน้า
2. ดื่มน้ำให้มากกว่าเดิม
ข้อนี้จะทำต่อไปถึงปีหน้าเช่นกัน หลายคนทักตลอดว่าให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ ..ยังไงก็จะพยายามเน้อ ขอบคุณที่ยังเป็นห่วงกัน
3. ตั้งใจสอบกลางภาค(ที่จะรอดมั้ยก็ยังไม่รู้)
ข้อนี้ไม่มีอะไรจะพูด
4. มุ่งมั่นกับการทำงาน
แน่นอนอยู่แล้ว.. จริงอยู่ทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันมันเสี่ยงที่จะพังทุกอย่าง ..แต่ในเมื่อเลือกที่จะทำแล้ว ก็จะรับผิดชอบชีวิตมิวให้ดีที่สุด คอยดูละกัน
5.countdown ที่พืชสวนโลก
ใครสนใจจะไปด้วยกันมั่ง ??
12月10日 ฝนตกไม่ควรออกจากบ้านในปีหนึ่ง ๆ ชีวิตของข้าพเจ้าจะต้องพบกับมรสุมที่พัดมาเยี่ยมเยียนกันอยู่บ่อยครั้ง
บางปีไม่มีเลย บางปีก็พอเปียก ๆ ในขณะที่บางปีก็มาเป็นพายุแคทเธอรีนา
เล่นเอาบอบช้ำทั้งร่างายและจิตใจ เปียกทั้งเหงื่อและน้ำตา
แม้ว่าหลังจากพายุสงบลงท้องฟ้าจะไม่สดใสเหมือนอย่างที่ใครเคยบอกไว้
ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อไป...
และนี่ก็เป็นอีกปีที่มีมรสุมผ่านมาในชีวิต แม้จะเป็นลูกเล็ก ๆ จิ๊บ ๆ แต่ก็เปียกเยอะเหมือนกัน ปัญหามากมายรุมเร้าชีวิต คน สัตว์ สิ่งของ รอบตัวก็ดูจะวุ่นวายไม่แพ้กัน ในเวลาทีเกิดท้ออยากจะหาคนอยู่ข้าง ๆ .. คนรอบข้างกูก็มัวแต่ไปแก้ปัญหาของตัวเองกันหมด เรื่องราวที่แสนวุ่นวายมาตู้มเดียวท้ายปี เป็นความตึงเครียดของการสอบเอ็นทรานซ์ ปัญหากับเพื่อน ปัญหาไม่ลงรอยกับครูบาอาจารย์ ปัญหาสุขภาพ หมาป่วย มือถือเจ๊ง ผสมกับความคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้ยังมีความกลัว กลัวสอบไม่ติด กลัวงานเจ๊ง กลัวเรื่องไม่ดีต่าง ๆจะเข้ามาในวันข้างหน้า เหนื่อย ท้อ สับสน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
แม่เคยบอกข้าพเจ้าว่าบอกว่าฝนตกไม่ควรออกจากบ้าน..
ตอนเด็ก ๆ ไม่เข้าใจ ดันทุรังจะออกไปให้ได้ โตมาอีกนิดก็เริ่มรู้ว่า ถ้าออกจากบ้านไปตอนฝนตก เราก็จะพบกับความยากลำบากในการเดินทาง แต่ ณ วันนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า บางครั้งเวลาที่ฝนตกแล้วอยู่บ้านเฉย ๆ ทำไรไม่ได้ บางทีมันทำให้เราได้หยุด อยู่กับตัวเองและนั่งทบทวนถึงสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ซึ่งปกติเราไม่ค่อยจะได้ทำกัน .. ปัญหาต่าง ๆ ถ้าดันทุรังรีบร้อนจะไปคิดไปแก้ ก็คงวุ่นวายในใจและเปลืองสมองอยู่ บางทีถ้าเราหยุด แล้วก้าวถอยออกมาดูปัญหาพวกนี้ เราอาจจะเจอทางแก้แบบโคตรง่ายก็ได้..... แม่คงต้องการบอกกับข้าพเจ้าอย่างนี้ .. แต่ไม่รู้สิ ข้าพเจ้าคิดไปเองก็เป็นได้
..แต่บางทีแม่อาจจะพูดถูก
9月30日 อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (เปลี่ยนแปลงบ่อยจริง ๆ ..ไม่ใช่ชื่อหนัง) สิ้นเสียงเพลงตอนจบในช่วงพยากรณ์อากาศทางโทรทัศน์ ข้าพเจ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับคำถามในสมองอันฟุ้งซ่านที่ผุดขึ้นพอจับใจความได้ว่า "ตกลงฝนจะตกอีกละชิมะ ?" ..ครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็ดูจะไม่ได้อะไรขึ้นมา ขณะเดียวกันเสียงป้าแก่ในโฆษณาดังแผดขึ้นเพื่อจะขายแชมพูยี่ห้อดัง ข้าพเจ้ารีบลุกไปปิดด้วยความปวดหู .. ข้าพเจ้าแหวกม่านในห้องนอนออกเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ความวุ่นวายของชาวเมืองที่ยังคงอารมณ์เสียอยู่ในรถยนต์ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนถนนผ่านทางหน้าต่างฝุ่นเขรอะ กลุ่มเมฆสีเทาคล้ำกำลังตั้งเค้าอยู่ไกลลิบ ราวกับจะเตือนให้ทุกคนระวังตัวกับสภาวะแวดล้อมที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปภายในอีกสองสามวัน
ราวกับจะได้ยิน....... 5 นาทีต่อมา กลุ่มเมฆนั้นเคลื่อนตัวปกคลุมหลังคาบ้านข้าพเจ้า ก่อนจะสาดเทลงมาอย่างไร้ความปรานี ข้าพเจ้ารีบวิ่งลงไปงับหน้าต่างหลายบ้านในบ้านที่เปิดอยู่ ..ไม่ไกลมีเสียงก่นด่าฟ้าฝนจากแม่ของข้าพเจ้า แม่กำลังเก็บผ้าอย่างเมามันส์ (เมื่อมองผ่านทางหน้าต่าง ผ้ากองใหญ่คลุมตัวแม่ทำให้แม่ดูคล้ายตัวปีศาจในหนังจำพวกขบวนการ 5 สีอยู่ไม่น้อย)
ข้าพเจ้าเดินกลับเข้าห้อง ทิ้งตัวลงนอนแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม่ไม่ยอมจบตามมาบ่นให้ข้าพเจ้าฟังอีก
ข้าพเจ้าพูดปลอบใจแม่ไปว่า
ข้าพเจ้า : "เอาน่า..อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย"
แม่ : "เราก็เหมือนกัน...เอะอะ ๆ อะไรก็จะเอาแต่ดูหนัง ไม่สอบมันละใช่มั้ยโอเน็ตเอเนต ฝนก็ตกจะไปทำไม ไม่ต้องไป ดูบ่อยเกินละ เปลืองเงิน"
ข้าพเจ้า : "......"
-----แม่กูก็รู้จักหนังเรื่อง Seasons Change กะเค้าเหมือนกันนะเว่ยย
อย่างว่าแหละนะ เมื่อโลกเรามีฤดุกาลเข้ามาแล้วก็ผ่านไปอย่างไร .. ชีวิตคนธรรมดาเช่นข้าพเจ้าและคนอื่นก็คงจะมีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เข้ามาตลอดเวลาเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงนี้ เอ็นทรานซ์คงจะเป็นมรสุมที่พัดเข้ามาในชีวิตใครหลายคน ข้าพเจ้าเล็งเห็นและเข้าใจความรู้สึกของทุกท่านดีทีเดียว ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ผู้กำลังประสบกับมรสุมเอ็นทรานซ์ด้วยเน้อ ขอให้ฟิตกันจนวันสุดท้ายนะพี่น้อง
เสียงฝนเริ่มเบาลงแล้ว ข้าพเจ้าเหลียวมองนอกหน้าต่าง ก้อนเมฆเทาคล้ำนั้นสีจางลงกว่าเมื่อ 5 นาทีก่อนมาก
ข้าพเจ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับคำถามในสมองอันฟุ้งซ่านที่ผุดขึ้นอีกครั้งพอจับใจความได้ว่า..
"ละมึงล่ะ ..อ่านละเหรอหนังสืออ่ะ ?"
ข้าพเจ้ายิ้มแห้ง ๆ ..พร้อมกับตอบกลับไปว่า
"เอาน่า...อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย!!"
8月26日 วันเสาร์ ดูเเป็นวันเสาร์ธรรมดาทั่วไป แต่พิเศษกว่าตรงที่วันนี้อากาศร้อนผิดปกติ ซึ่งก็คงคาดเดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่นานฝนจะต้องสาดลงมาอีกเป็นแน่แท้..
ช่วงนี้เปิดทีวี วิทยุที่ไหนก็จะได้ยินกรมอุตุฯ เตือนอยู่เสมอว่าฝนจะยังตกอยู่เรื่อย ๆ .. จะเป็นเพราะลมมรสุมตะวันไหนเฉียงไหนมันพัดผ่านทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในการมันสูงจึงทำให้ฝนตก หรือฟ้าดินมันกำลังฟ้องว่าผู้นำประเทศไม่ดำรงอยู่ในคุณธรรม ทุจริตคดโกงชาติบ้านเมือง เบื้องบนจึงบันดาลให้เกิดฝนฟ้าคะนองกระจายจนหลายจังหวัดเจิ่งนองไปด้วยน้ำ..อันนี้ก็แล้วแต่คนมอง
วันนี้เหมาะเจาะพอดีว่าเป็นวัน "มหิดล" เลยลองไปเที่ยวดูซะหน่อยว่ามันมีอะไรกัน ..อืมก็ดีนะ บรรยากาศในงานคึกคัก คลาคล่ำไปด้วยฝูงชน มีนิทรรศการต่าง ๆ จากสาขาวิชาที่เกี่ยวกับพวกวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่นแพทย์ เทคนิคการแพทย์ ทันตะ เป็นต้น มีกล้องจุลทรรศน์ให้ส่องดูเชื้อโรคห่าเหวอะไรเต็มไปหมด แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของงานสำหรับข้าพเจ้าเลยนั่นคือ อาจารย์ใหญ่ ทั้ง 3 ท่าน ที่มานอนนิ่งให้นักศึกษาแคะตับแคะปอดออกมาให้ผู้สนใจได้เชยชม อาจารย์ใหญ่ที่กล่าวมา ท่านหนึ่งเป็นชาย ท่านหนึ่งเป็นหญิง ส่วนอีกท่านเป็นสุนัขไม่ทราบเพศ ข้าพเจ้าและเพื่อนยืนดูเค้าหยิบจับปอด ม้าม ไต ออกมากันอย่างสนุกสนาน กลิ่นฟอร์มาลีนเริ่มฉุนจมูกเราจึงเดินออกมาและเยี่ยมชมจุดอื่น ๆ ของงาน ก่อนกลับข้าพเจ้าเจอเพื่อนสองคนมาบริจาคเลือด รู้สึกอยากบริจาคบ้างแต่ไม่ได้ เพราะเมื่อคืนกินยาแก้อักเสบมา ข้าพเจ้าบอกลาเพื่อน ๆ แล้วลากลับ การมาชมอาจารย์ใหญ่งานมหิดลในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ในชีวิตนี้ข้าพเจ้าควรจะรีบทำสิ่งที่อยากจะทำได้แล้ว เพราะชีวิตมันช่างสั้นนัก
8月12日 เรียงความเรื่องแม่ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงและถี่รัวราวกับบ้านไฟไหม้ ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นขึ้นแล้วขานรับอย่างไม่แปลกใจ เพราะนี่เป็นวิธีการปลุกข้าพเจ้าที่แม่ทำทุกวันอยู่แล้ว แต่ที่แปลกใจก็คือวันนี้เป็นวันเสาร์ ทำไมแม่ถึงปลุกเช้าจังนะ ..ไม่นานนักเสียงแม่ก็ลอดเข้ามาทางประตูว่า "ไปใส่บาตรกันมั้ย"
มานึก ๆ ดูแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ซ้อมรถมอเตอไซค์แม่ก็ไม่นานนักหรอก แต่พอนึกย้อนไปอีกว่าวันแม่ปีที่แล้วกูทำอะไรนะ ข้าพเจ้ากลับนึกไม่ออก สองปีที่แล้วล่ะ ..ก็ยิ่งนึกไม่ออก สามปีที่แล้วล่ะ..โฮย พอ ๆ ปวดหัวเปล่า ๆ ข้าพเจ้าเดินตามแม่ต้อย ๆ แล้วนึกถึงตอนเด็ก ๆ ตอนไปตลาดกับแม่ แม่จะเดินนวยนาดเป็นคุณนาย เที่ยวคุยกับเจ๊นั้นเจ๊นี้ไม่ยอมซื้ออะไรซักที บางทีไปตลาดกันเป็นชั่วโมง ๆ แต่ได้แค่หัวไชเท้า และแน่นอนว่าตลาดก็มักจะมีร้านขนมลูกอม หรือของเล่นที่ล่อตาล่อใจข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามักจะรบเร้าให้แม่ซื้ออยู่เสมอแต่แม่ก็มักจะปฏิเสธ และเอาเหตุผลที่คิดได้อย่างฉับพลันในตอนนั้นมาอ้างเช่น แม่ไม่ยอมซิ้อหมากฝรั่งรสบลูเบอร์รี่ให้ข้าพเจ้าโดยให้เหตุผลว่ามันเผ็ด (?) ไม่ยอมซื้อขนมที่แถมของเล่นให้ เพราะแม่บอกว่าเล่นแล้วจะกลายเป็นงู (??) เวลาผ่านไปไม่นานข้าพเจ้าโตขึ้นและเริ่มรู้ว่าสิ่งที่แม่พูดไม่ใช่เรื่องจริง ข้าพเจ้าจึงงัดไม้ตายออกมาใช้ นั่นคือการดิ้นพล่านเพื่อจะเอาของ โดยข้าพเจ้าจะร้องไห้งองแงเสียงดังลั่นตลาดหมายจะเรียกผู้คนแถบนั้นให้สนใจและมองดูว่าแม่เป็นคนใจยักษ์ จากนั้นข้าพเจ้าก็จะเสียการทรงตัวและล้มลงอย่างไร้สาเหตุ แล้วเริ่มดิ้นทุรนทุรายเหมือนคนที่ดื่มกรัมม็อคโซนเข้าไป คนเริ่มมุงดูกันมากขึ้นและเริ่มกระซิบกระซาบกัน ((วางยาลูกเหรอเธอ)) ((ว้ายเป็นแม่ยังไงเนี่ย)) ((อย่าเข้าไปใกล้นะ)) ..จากนี้แม่จะเริ่มรู้สึกกดดัน ก้มลงถามข้าพเจ้าว่าจะเอาอันไหน แน่นอนว่าข้าพเจ้ามีแรงที่จะพยุงร่างของตัวเองให้ลูกขึ้นและชี้ไปยังสิ่งที่อยากได้ จากนั้นแม่จะรีบควักตังค์จ่าย อุ้มข้าพเจ้าแล้วหันขวับเดินหนีหายไปจากสายตาของทารกำนัน ....แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่คาดหวัง เพราะต่อไปนี้คือความจริง .. ข้าพเจ้าเสียการทรงตัวอย่างไร้สาเหตุ แล้วเริ่มดิ้นทุรนทุราย คนเริ่มมุงดูและกระซิบกระซาบกัน ข้าพเจ้ายิ้มที่มุมปากเพราะรู้ว่าเดี่ยวแม่จะต้องซื้อของให้ ข้าพเจ้ารอให้แม่ก้มถามว่าจะเอาอันไหน ข้าพเจ้ารออยู่นานจึงลุกขึ้นนั่ง เหลียวหาแม่ อ้าว.. แม่หาย!!! แม่หายไปแล้วครับพี่น้อง แม่เดินเชิดไม่สนใจ หันไปคุยกับเจ๊ขายหมู ...ละกูล่ะ.. แม่..เดี๋ยว...กลับมาก่อน แม่ไม่สนใจ ยืนคุยกับเจ๊ขายหมูอย่างร่าเริงราวกับไม่ได้พาลูกมาด้วย เจ๊ขายหมูยื่นตังค์ทอนให้ แล้วแม่ก็.....เดินไปสตาร์ทรถ ทิ้งให้ข้าพเจ้านั่งอึ้งราวกับสมองถูกสารเคมีจากกรัมม็อคโซนทำลายอยู่พักใหญ่ เมื่อได้สติ ข้าพเจ้าร้องไห้และวิ่งตามรถไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกอายและเสียใจมากที่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับแม่
เจ๊ขายหมูยื่นตังค์ทอนให้แม่ แม่รับแล้วยัดใส่ในกระเป๋าตังค์ เจ๊ขายหมูดูแก่ลงมากเมื่อเทียบกับตอนนั้น ถ้าเปรียบใบหน้าของแกเป็นเนื้อหมูก็คงจะไม่มีใครซื้อเพราะมันทั้งเหี่ยวและเหนียว(อุ๊ย..เม้า) พอหันมาดูแม่.. แม่ก็ดูแก่ลงแต่ไม่มากเท่าไหร่ ..คนมักจะบอกว่าแม่ดูไม่ค่อยแก่ทั้งที่ความจริงแม่จะ 50 แล้ว ..ไม่รู้ว่าแม่มีเคล็ดลับอะไรถึงได้ดูอ่อนเยาว์อย่างนั้น แม่จะอาบเลือดแบบพลอยเฌอมาลย์ในเรื่องอมฤตาลัยรึเปล่านะ..อืมม์ ไม่หรอกข้าพเจ้าคงคิดมากไป ข้าพเจ้าเดินตามแม่มาถึงปากประตูข้างตลาด นักบวชในจีวรสีส้มทองอร่ามเดินมาเป็นสาย วันนี้ท้องฟ้าค่อนข้างแจ่มใส .. แม่บอกว่าให้หมั่นใส่บาตรแล้วจะได้บุญ ข้าพเจ้าอยากบอกว่าข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจและมีความสุขที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ แม้บางครั้งเราจะมีเรื่องให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่เราก็ไม่เคยเกลียดกัน เพราะเรามีกันอยู่แค่นี้เอง.. กับข้าวถุงสุดท้ายได้ถูกหย่อนลงในบาตรของพระองค์สุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้สะกิดข้าพเจ้าให้นั่งลงประนมมือไหว้ เสียงพระสวดประสานให้พรดังอบอวลอยู่รอบกาย...
.....บางที "บุญ" ที่แม่บอก อาจเป็นความรู้สึกที่เย็น ๆ อิ่ม ๆ ข้างในใจ ตอนที่เราใส่บาตรเสร็จแล้วก็ได้ 8月2日 แฟชั่นหน้าฝน หลายวันมานี้ทั่วทั้งเชียงใหม่เปียกปอนไปด้วยสายฝนที่สาดเทลงมาอย่างไร้ความปรานี จนทำให้ท้องถนนหลายแห่งกลายเป็นคลองขนาดเล็กไปในพริบตา ละอองน้ำขนาดจิ๋วที่มองไม่เห็นจำนวนมากเข้ามาเบียดตัวในเยื่อกระดาษเอกสารของข้าพเจ้าจนอ่อนยวบทำให้เขียนลำบาก หลังจากที่รู้สึกเซ็งกับบรรยากาศอันไม่เหมาะสมต่อการเรียนการสอนข้าพเจ้าจึงเก็บข้าวของทุกอย่างลงกระเป๋าแล้วเดินเชิดออกจากห้อง ข้าพเจ้าเดินไปตามระเบียงชั้น4ที่มีสายฝนด้านนอกโปรยปรายเป็นฉากหลัง ข้าพเจ้าพยายามเดินอย่างช้า ๆ ให้ผู้คนที่อยู่ข้างล่างเมื่อเงยหน้ามามองแล้วรู้สึกว่าพวกเขากำลังรับชมมิวสิควิดิโอที่สวยงามอยู่.. แต่ความจริงไม่ได้สวยงามอย่างที่อยากให้เป็น เพราะฝนแม่งสาดกู เอ้ย ข้าพเจ้าจนเปียกโชก ชุดพละเปียกแหมะแนบเนื้อ ใบหน้ามีหยดน้ำเกาะพราว ผมเปียกรู่เป็นกลีบ ดูคล้ายโปสเตอร์หนังเรื่อง LADY IN THE WATER ที่เพิ่งไปดูมาไม่นาน .. เมื่อรู้สึกอัปยศตัวเองจนได้ที่ ข้าพเจ้าจึงวิ่งหลบไปทางอื่นเสีย ..
ระยะนี้ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า มีแฟชั่นแปลก ๆ ระบาดในหมู่เด็กม.6 อยู่หลายอย่างด้วยกัน ดังเช่น
1. แฟชั่นข้าวกล่อง
ช่วงนี้ถ้าแอบก้มดูของใต้โต๊ะเพื่อนหลาย ๆ คน จะเห็นทัปเปอร์แวร์สีส้มหรือเขียวสะท้อนแสง กล่องข้าวแบบเบ็นโตะ ลายคิตตี้ ชินนาโมโร แม่มดน้อยโดเรมี อาราเร่ เซเลอมูน จูแรนเจอร์ อิกคิวซัง (หลัง ๆ เหมือนกูเติมเอง) บางคนเอาปิ่นโตเคลือบสีมาดูย้อนยุคเหมือนหน้ามัน .. แรก ๆ เข้าใจว่า ทุกคนเอาเวลาที่มีค่าทั้งหมดทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือตอนพัก แต่เอ๊ะ.. เค้าล็อคห้องทุกพักนี่..ละมึงไปอ่านกันที่ไหน อ่านห้องสมุดละมึงแดกข้าวได้เหรอ .. กูเห้นมึงแดกกันไปก็เม้ากันไปทุกที ละตกลงใครเป็นคนเริ่มเนี่ย ละเดี๋ยวเปิดเรียนกูต้องเอาข้าวไปกินเองป่าวเนี่ย..เอ๊ ละจะเอาอะไรไปกินดี ไข่เจียว ? แกง ? อืมมม ...
2. แฟชั่นดูดวง
ที่นั่นดี ที่นี่แม่น อินเทรนด์ไม่แพ้กัน ข้าพเจ้าคิดเอาเองว่า ม.6อาจเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเกิดความไม่แน่ใจในทิศทางที่ตัวเองจะไป ในขณะที่บางคนยังไม่เจอทางเลย ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการหาคำตอบเหล่านั้นจากวิธีการน่าเบื่อเช่นทำแบบทดสอบตนเองที่ครูแนะแนวชอบบังคับให้ทำ และมองหารูปแบบใหม่ของการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง นั่นก็คือการดูดวง ซึ่งผลที่ออกมาถ้าบอกว่าจะสอบติดก็สบายใจไป แต่ถ้าบอกว่าจะไม่ติดที่ไหนเลย..อันนี้ก็ไม่รู้จะพูดไงเหมือนกัน เอาเป็นว่าตั้งใจอ่านนหนังสือกันหน่อยนะ
3. แฟชั่นปู-ดาวเทียม
อาจจะจริงที่นันยางเก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ แต่รองเท้าตราปูและตราดาวเทียมก็ยังไม่เสื่อมความนิยมมาจนปัจจุบัน ดังนั้นจะแปลกตรงไหน หากรองเท้าคู่ขวัญทั้งสองยี่ห้อนี้ จะกลับมาเป็นที่ฮิตในหมู่วัยรุ่น .. จริง ๆ มันอินเพราะฝนมันตก น้ำท่วมขังโรงเรียน ฤาจะให้ใส่รองเท้าผ้าใบลุยน้ำก็ใช่ที่ ดังนั้นท่านจึงควรมีติดตัวไว้อย่างมากในช่วงนี้ นอกจากจะอินเทรนด์แล้ว ตีนของท่านยังไม่เน่าอีกด้วย ด้วยความหวังดี
เสียงข่าวเตือนน้ำท่วมทางโทรทัศน์เดินทางเข้าสู่หูของข้าพเจ้า ทำให้นึกย้อนไปถึงคำพูดที่ได้ยินในวิทยุเมื่อตอนเย็นที่ประกาศว่าพรุ่งนี้โรงเรียนหยุดอีก 1 วัน .. ข้าพเจ้าได้แต่ถอนใจ เพราะถึงแม้จะปิด แต่ข้าพเจ้าก็ออกไปเที่ยวไหนไม่ได้อยู่ดี รู้สึกเหมือนกำลังติดเกาะ คาดว่ากิจกรรมในวันพรุ่งนี้คงจะเป้น กิน นอน ดูหนัง ฟังเพลง คุยโทรศัพท์ MSN ตามเคย..เฮ่อ
ขอบคุณและหงุดหงิดที่ฝนตก 7月22日 โอเคเลยแม่แม่รักหมามากกว่าฉัน
เท่าที่สังเกตดูก็มั่นใจนะว่าแม่ไม่ได้กินยาอะไรผิดแผก หัวก็ไม่โนไม่ปูด .. แนะนำให้แม่ไปคุยกะหมอแม่ก็ด่าว่ามึงสิบ้า..ละจะให้เอาไงเนี่ย.. รู้สึกว่าแม่อาการแย่
สองสามอาทิตย์นี้แม่เริ่มติดต่อโทรจิตกับสุนัข สื่อสารกับสุนัขได้ สารมารถแปลข้อความทางจิตที่สุนัขแสดงออกมาให้เป็นวจนะภาษาได้..พระเจ้า ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ
ตัวอย่างที่ 1
ฉัน(อยู่บนบ้าน) : แม่วันเสาร์จะไปดูเสื้อที่ไหนนะ
แม่(อยู่ข้างล่าง) : อ่างแก้ว ตอนเช้าละกันนะลูก
ฉัน : เดี๋ยวนี้เค้าขายที่อ่างแก้วด้วยเหรอ
แม่ : อื๊มม... เอาแต่นอนนะสิ
ฉัน : หา.. แม่ว่าอะไรนะ
แม่ : หิวรึยังลูก
ฉัน : หิวแล้วมีไรกินมั่งอ่ะ
แม่ : กินอันนี้มั้ยลูก เนื้อแกะ
ฉัน : แกะ..เอามาจากไหนอ่ะ
แม่ : วันนั้นก็เจอที่แถวหลังบ้าน เอาไปซ่อนไว้ละสิ
ฉัน : แม่พูดอะไรอ่ะ
แม่ : ไม่ต้องเลย...บอกมานะ บอกมานะ เดี๋ยวดีป๊าบ ๆ เลย
ฉัน(เดินลงมาข้างล่าง) : แม่...
แม่ : พิช.. เมื่อกี้คุยโทรศัพท์เหรอได้ยินเสียง
ฉัน : ก็คุยกะแม่น่ะแหละ แม่คุยกะใครอยู่
แม่ : ชั้น..? อ๋อ 55 ชั้นคุยกะมอมแมมไง ใช่มั้ยคับลูก
หมา : (โฮ่ง)
ฉัน : ......
ตัวอย่างที่ 2
ฉัน : แม่หิวข้าว
แม่ : เปิดตู้เย็นดูสิ...จ๋า โอ๋ ไม่ต้องกลัวเนาะ มันไม่ทำไรหรอกเนาะ ..อื้มม เหรอ
ฉัน : แม่ไม่เห็นมีอะไรเลย
แม่ : โอ๋...เหรอ ลูก งั้นเอางี้มั้ย เดี๋ยวแม่จะพาไปเดินเล่นเนาะ ..อยากไปที่ไหนเอ่ยย ?
ฉัน : แม่.. ไม่เห้นมีอะไรเลย
แม่ : อ๋อ..อยากไปเล่นกับข้างบ้านเหรอลูก..จ๋า ไว้พาไปเนาะ ..หา อะไรนะ อ๋อ..มีคนเรียกแม่เหรอลูก ไหนๆ
ฉัน : แม่ ... ในตู้เย็นไม่มีอะไรกิน
แม่ : มี หาดูสิ ... จ๋า โอ๋..ว้ายเห็บเหรอ ไหนแม่ดูสิ..โอ๋ เจ็บเหรอลูกเหรอ โอ๋ ไหนแม่เป่า....เพี้ยง หาย ...เพี้ยง หาย
ฉัน : แม่เมือไหร่จะทำกับข้าว หิวแล้ว
แม่ : ไว้แม่จะพาไปฉีดวัคซีนเนาะลุกน้อ... โอ๋ น่ารักจังเลย ขอบคุณแม่เหรอลูก...โอ๋ ..น่ารักจังเลย
ฉัน : แม่ !
แม่ : โฮ๊ย ! ชั้นคุยกะมอมแมมอยู่ไม่เห้นเหรอ หิวก็หากินเองสิ
ฉัน : ...
ยิ่งกว่านี้ก็มีมาแล้ว 2-3 วันก่อนแม่พีคจัด เอาหมาขึ้นมาอาบน้ามบนบ้าน ให้เหตุผลว่ามันตัวเหม็นมาก ถามแม่ว่าทำไมไม่รอแดดออกก่อนละ อาบตอนนี้เดี๋ยวมันก็ไม่แห้งหรอก แต่ก็ได้คำตอบกลับมาว่า "ก็เอาไดร์เป่าเอาสิไม่เห็นจะยากเลย" .... โอเคเลยแม่ 7月2日 VL สแตนด์...พร้อม !!"พร้อม"
แล้วเราก็ขึ้นมือกันอย่างสวยงาม (ซึ่งแอบไม่พร้อมกันเล็กน้อย) ถึงกระนั้น ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา เราพูดประโยคนี้ไปแล้วกี่ร้อยครั้ง ?
แม้ใครหลายคนจะประนามว่าการยอมเป็นเชียร์ลีดเดอร์คือสิ่งที่โง่เง่า, คือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ , คือการทรมานตัวเอง 2 เดือนเพื่อไปเต้นแรงเต้นกาอยู่กลางแดด 2 วันจนตัวดำ ... กูขอบอกเลยว่าที่เค้าพูดมา..มันจริงทั้งหมด ใช่ ไม่เถียง
แต่คนที่ไม่ได้เป็นก็ไม่มีทางที่จะรู้และเข้าใจในสิ่งที่พวกเราได้รับหรอก ว่ามันมีค่าแค่ไหน..
แล้วเวลา 2 เดือนก็ผ่านไปเหมือนงีบแล้วตื่น ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่กูต้องแหกขาเดินไปตามหาน้องมาทำหลีด แกล้งทำดราม่าใส่เพื่อนจนมันยอมเป็นกัน .. มองดูน้อง ๆ ที่มาสมัครเป็นหลีดด้วยสายตาลังเลพร้อมกับคำถามในใจว่า "มันจะทำได้จริงเหรอ ? " 2 อาทิตย์ต่อจากนั้นเราก็เริ่มซ้อม .. ซึ่งในเวลานั้นเราต่างเจอปัญหามากมาย ทั้งคนในห้องป่วง รุ่นน้องป่วง พี่ม.6ป่วง พี่สอนหลีดป่วง กูป่วง มึงป่วง .. ทุกคนล้วนแต่ก่อปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมาไม่ขาดสาย แต่ในที่สุดเราฝ่าฟันมันไปได้
จนถึงวันนี้ก็เลยมีอะไรอยากจะบอกทุกคน
ม.6
เน็ตคุง - มาสนิทกะแกก็เพราะหลีดเนี่ยแหละเนาะ ขอบคุณที่แกช่วยเหลือฉันตลอด ฉันประทับใจในตัวแกตรงที่แกเป็นคนที่ช่วยเพื่อนทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรยังไงถ้าขอให้ช่วยแกก็จะช่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี มากมาก ถ้าเราเคยพูดไรไม่ดีไม่เข้าหู หรือตะคอกไรใส่แกไป ฉันต้องขอโทดด้วยนะ (ปล.แรงนะเดี๋ยวนี้เจาะหู)
เนสจัง - ขอบคุณรถฮุนไดทรงคุณป้าของมึงคันนั้นที่คอยไปรับไปส่งกูตลอด ชอบมึงตรงที่มึงเป็นคนไม่ค่อยมีปัญหาดี มึงเป็นคนพูดอะไรตรง ๆ จริงใจ แต่ถ้ามึงพูดให้ห้วนน้อยลงกว่านี้ก็จะดูสวยขึ้นมาก สมเป็นสตรีศรีหริภุญชัย
เหมย - เหมยเป็นคนที่มานะอดทน และกระเดื่องเรื่องการมาซ้อมหลีดตามนัด ถึงแม้ว่าพักหลัง ๆ มาเหมยจะทำตัวซู่ซ่า มีกิ๊กเยอะไปบ้าง แต่มึงก็ยังแจวมะแจวจ้ำจึกมาตามท่าจนทัน แล้วก็ซ้อมด้วยความตั้งใจ มีปัญหาอะไรก็จัดการได้อย่างกล้าหาญเกรียงไกร เวลาน้องป่วงไม่มาซ้อมก็บุกบุกบุกไปวิตตาบุ่มใส่น้องจนน้องต้องมา จัดได้ว่ามึงเป็นคนที่มีสปิริต สปิริตคนนึง แต่ก็แหงล่ะ คนอยู่มงฟอร์ต ต้องน่ารักอยู่แล้ว ไว้ว่าง ๆ เราชวนอามไปสองสลึง อยู่ในปาร์รี้ร้อนยังกับ(ฟี)ฟายเยอร์กันนะ..เอ้า โก เล็ตส์ โก
นุชชี่ - เธออาจจะชอบสั่งโน่นนี่ เจ็บป่วยบ่อย และมีปัญหาบ้าง แต่เราก็รักเธอนะ นุชเป็นคนที่หลีดสวยมากคนนึงเลยรู้ป่ะ รีบดูแลหน้าเธอดี ๆ นะจ๊ะได้ข่าวว่าแพ้เครื่องสำอาง (ปล. ขอบคุณสำหรับการเอื้อเฟื้อ 2 วันในบ้านของเธอให้กลายเป็นที่แต่งหน้าหลีด ที่กิน ที่นอน ขอบคุณมาก)
เคื้อ - เคื้อแกเป็นคนที่สมาธิสั้น ชอบเหม่อลอย และขี้เกียจ ทำให้แกจำท่าไม่ได้ หลีดผิด นอกจากนี้แกยังติดแฟนมากไป ..จากนี้ถ้าแกแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันได้จะแกเวิร์คมาขอบอก แต่ยังไงฉันก็รักแกนะ พอถึงวันจริงแกก็ทำได้ แถมยังร้องเพลงดังที่สุด ขอบคุณมากจ้ะ (รักนะ)
ครีม - ครีมเป้นคนที่หลีดสวย และไม่ค่อยจะโดนจิกด่า แต่ก็ป่วงเป็นบางครั้งคราวพอสวย เค้าไม่ค่อยมีไรจะคอมเม้นถึงแกเท่าไหร่นะ งุงิ ไง ๆ ก็ตั้งใจเรียนเน้อ เป็นห่วงเสมอ
-----------------------------------------------
ม.5
ตูน - แม่ตูนแอบปลื้มนะรู้ป่าว ที่ตูนกล้าแสดงออกมากขึ้น.. ซึ่งพี่ประทับใจมากกับการที่ยังมีผู้ปกครองจำนวนนึงสนับสนุน
ให้ลูกเป็นเชียร์ลีดเดอร์.. ตั้งใจเรียนนะตูน
ตั้น - มาทีแรกนึกว่าเธอจะมาเป็นสตั๊นท์แมน... หน้าน้องดูดุ ๆ ไงไม่รู้ แต่พอได้มาสัมผัสแล้วน้องเป็นคนดีมากคนนึง รู้รับผิดชอบ กล้าคิด หล้าถาม กล้าแก้ไข .. ขอให้น้องประสบความสำเร็จทุกเรื่องนะ นมัสการพระคุณท่านอีกครั้ง
--------------------------------------
ม.4
มิลค์ - พึงรู้เอาไว้ว่าเด็กม.4 ที่ปัญหาน้อยที่สุดคือมิลค์ ยังไงก็ขอให้น้องมิลค์เอาประสบการณ์ที่ได้จากตรงนี้ไปปรับใช้ในชีวิตนะจ๊ะลูกรัก ละก็อย่าคุยโทรศัพท์ให้มากนักล่ะ (ด.ญ. ปลาหมึก)
มิก - ถึงเธอจะเป็นนังเตี้ย แต่เธอก็เป็นคนน่ารักคนนึง พี่เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวน้องมาตลอด ตั้งแต่ตอนแรก ๆ ที่น้องเข้ามาเป็นหลีดด้วยความไม่เต็มใจ มาซ้อมหลีดด้วยความมึนงงในท่า หลีดไปทำหน้าเหวอไป เอะอะอะไรก็โดนด่านังเตี้ย นังเตี้ย นังเตี้ย แต่หลังจากนั้นไม่นานพี่ก็พบว่าน้องมีความมั่นใจมากขึ้น น้องสั่งคนอีก 6-7 คนให้ขึ้นมือได้ สั่งให้ทำนั่นนี่ได้ กล้าพูดกล้าคิดมากขึ้น ขอให้วันพรุ่งนี้เธอมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนะ...........นังเตี้ย (อุ๊บสฺ์)
แอม - แอมเป็นคนน่ารักมาก ความน่ารักของเธอเป็นเหตุผลนึงที่ฉันเลือกเธอมาเป็นหลีด (ซึ่งจริง ๆ แล้วในตอนนั้นเป็นเหตุผลเดียว) แต่แล้วฉันก็พบว่าปัญหาที่เยอะที่สุด ดันอยู่ที่คนที่น่ารักที่สุดเช่นเธอ น้องแอมเป็นคนที่มีสีหน้าเดียว เวลาเธอดีใจ เสียใจ โกรธ หัวเราะ ร้องไห้ ปวดฉี่ ปวดอึ เธอก็แสดงออกมาทางใบหน้าได้แค่แบบเดียว ไม่สามารถแยกความแตกต่างออกได้ ฉันเครียดกับเธอทีเดียว พยายามหาทางให้เธอทำท่าให้สวย ๆ ให้ได้ แต่แล้วฉันก็พบคำตอบจากเพื่อน ๆ ของเธอว่าที่เธอทำมาทั้งหมดมันคือ "สุด ๆ" ของเธอแล้วจริง ๆ ซึ่งพอถึงวันจริงเธอก็ทำมันออกมาอย่างเต็มที่ ..เธอเป็นคนที่น่ารัก ใครเห็นก็ชอบ ... รู้มั้ยว่าคนในโรงเรียนชอบเธอจนจะตั้งแฟนคลับได้ละมั้ง ..ดังนั้นพี่ขอแนะนำว่า ตอนนี้เราอยู่ในเวลาที่เลือกได้ เธอควรเลือกให้ดี ๆ นะจ๊ะ เพราะว่าช่วงเวลาขาขึ้นแบบนี้ไม่ได้มาหาเราบ่อย ๆ นะ จำไว้ อิอิ
ไอซ์ - พี่สรรเสริญเธอ ที่เธอเป็นคนที่แบ่งเวลาได้ดีที่สุดในหมู่หลีด เธอขอไปเรียนในระหว่างซ้อม พร้อมกับบอกว่าจะกลับมา แล้วเธอก็กลับมาตรงเวลาจริง ๆ พร้อมกับตามท่าได้ทัน ซึ่งพี่ขอให้เธอเป็นคนที่บริหารเวลาเก่งอย่างงี้ตลอดไป
โบ - ดูจะเป็นน้องม.4 ที่ฉันคุยด้วยน้อยที่สุด โบเป็นคนที่มีความพยายามพอสมควรนะ แต่ไม่ค่อยมาซ้อม ทำให้บางครั้งฉันหงุดหงิดที่เธอทำไม่ได้ซักที เวลาเต้นเธอจะมัวแต่ดูคนอื่นซึ่งทำให้ท่าที่เธอทำมันช้าลงไป 1 สเต็ป ..ฉันคอยสังเกตการพัฒนาของเธอแล้วก็พบว่า วันจริงเธอทำได้ตรงจังหวะ..ซึ่งเยี่ยมมาก ประทับใจ ตั้งใจเรียนนะน้องโบ (ปล. ผมเธอ
ยาวไปละนะ..ผมเธออ่ะ)
นัท - วันแรกที่นัทมาซ้อม นัทดีมาก นัทเลิศ นัทเก่ง นัททำท่าได้สวยงามเป๊ะ ถูกต้อง อาทิตย์แรก ๆ นัทมาซ้อมอย่างขมักเขม้นจนพี่ ๆ บางคนควรดูไว้เป็นตัวอย่าง .......แต่หลังจากนั้นเธอก็แผ่วปลาย โดดซ้อม เบี้ยว บอกจะมาก็ไม่มา หนีไปดูหนัง (บอกแล้วว่าเรื่องนี้จะอยู่ใน list ) เคยเตือนเคยพูดไปหลายทีแล้ว แต่ดูเหมือนคำพูดของกูจะเป็นแค่ละอองน้ำลายที่ปลิวไป ..พี่เข้าใจเรานะนัท ว่าเธอกำลังเป็นวัยรุ่น เธอมีเพื่อนมากมาย เธอคิดว่าเธอโตแล้ว เธอจัดการชีวิตตัวเองได้แล้ว โดดแค่นี้ หนีแค่นี้ เดี๋ยวก็กลับมาตามท่าได้ แต่เธอก็พลาด .. พูดตอนนี้เธอคงไม่เข้าใจหรอก แต่อยากให้จำคำพูดพี่ไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เธอรับอะไรอะไรจากใครมาทำ จงทำให้มันดีที่สุด แล้วก็หมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าบทบาทของเธอ ณ เวลานั้นคืออะไร แล้วเธอมีหน้าที่ต้องแสดงบทบาทนั้นอย่างไร .. ไม่งั้นวันข้างหน้าเธอจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างภาระให้กับสังคม..ท้ายสุดพี่มีเพลงอยากฝากให้นัท - - "เธออาจมี 100 เหตุผลที่เธอจะไป..."
เวส - เธอไม่ได้มี 100 เหตุผล แต่เธอมีแค่ 2 เหตุผล นั่นคือ เฝ้าร้านเขยเจียงใหม่ กับ เรียนพิเศษเอยูเอ ..จริง ๆ แล้วเวสเป็นคนนิสัยดี น่ารัก เข้าคนง่าย แต่บางครั้งหลงตัวเอง หลงตัวเองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ว่าคิดว่าตัวเองดูดีอย่างเดียว แต่หมายถึงว่า คิดว่าอืม ฉันเจ๋ง ฉันself ซึ่งคล้าย ๆ กับนัท (ไม่แปลกใจว่าทำไมอยู่ด้วยกันได้) เวสเป็นคนเก่ง มีพรสวรรค์ แต่จงถ่อมตัวเข้าไว้ เรื่องเวสไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนะ แค่อยากบอก ให้เวสจำไว้ว่า ยิ่งเราโตขึ้นเท่าไหร่ คนจะยิ่งเอ็นดูเราน้อยลงเท่านั้น ..แล้วยิ่งเราทำผิดมากขึ้นเท่าไหร่ คนก็จะสงสารเราน้อยลงเท่านั้นเช่นกัน พี่รักแกนะน้อง
--------------------------------------------------
ม.3
โอกาด้า - โอกาด้าเป็นคนตั้งใจ แต่หมึนเล็กน้อย น้องเป็นคนที่เติบโตสมวัย คิดอะไรเหมาะสมกับเด็กวัยม.3 เล่นอะไรสมกับเด็กวัยม.3 ขอให้ตั้งใจเรียนนะน้อง
ยิม - ยิมบางทีก็ติดเล่นไปหน่อย แต่พอเอาจริงแล้วแกก็ทำได้ อีกหน่อยถ้าแกมีความตั้งใจ และมีสมาธิมากขึ้นแกจะเป็นเด็กที่เวิร์คมาก ตอนนี้ภาพของไอ่ลิงยังดูน่ารักอยู่นะ แต่จากนี้ไปถ้าเธอจะตัวเป็นไอ่ลิงใส่คนอื่นอาจได้อย่างอื่นแทนกล้วยนะจ๊ะ..พี่เป็นห่วงเรานะ ..(ปล. ชอบท่า และ1และ2และ3และ4 ของแกจัง.. เหมือนลิงตีฉาบเลย ฮิฮิ ล้อเล่น)
ที - น้องทีเป็นคนที่น่าไว้วางใจที่สุด ทีเป็นคนที่ความคิดกว้าง มีความเป็นผู้ใหญ่ มีเหตุผลและสุขุม ทำให้ทุกครั้งที่คุยกับทีแล้วพี่รู้สึกสบายใจว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนฟังกูรู้เรื่อง.. ทีเป็นคนอ่อนไหวแต่ก็จริงจัง พี่ยังจำที่ทีบอกกับพี่ได้ว่าทีไม่อยากเลิกหลีดเลย เพราะว่ามันเกิดเป็นความผูกพัน ตอนแรกพี่ก็ขำ ๆ แต่ตอนนี้พี่เชื่อละว่ามันคือเรื่องจริง ...เรายังเป้นพี่น้องกันเสมอนะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรมาปรึกษาพี่ ๆ ได้ทุกเรื่องนะ ยกเว้นเรื่องเงิน และก็ขอให้ทีประสบความสำเร็จทุกเรื่องเลยนะ ..สุขสันต์วันเกิดด้วยนะ รักนะแต่ไม่แสดงออก
เบนซ์ - ทุกคนลงความเห็นว่าเธออาจสมาธิสั้น.. เบนซ์ต้องใจจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้มากกว่านี้นะคับ เบนซ์เป็นคนประเภทที่เรียกว่า ไวต่อสิ่งเร้า คือแบบพอมีอะไรผ่านเข้ามา เบนซ์จะลความสนใจไปจากจุดที่กำลังคุยอยู่ทันที ซึ่งตอนนี้มันยังไม่ค่อยมีผลอะไร แต่ถ้าเป็นงี้ต่อไปในอนาคตอ่ะเบนซ์จะแย่นะ.. แต่เท่าที่พี่ดูวันหลีดเบนซ์ทำดีมาก ตั้งใจมาก ทำเต็มที่กว่าทุกวันที่ซ้อม พี่ขอขอบคุณที่เบนซ์ฮึดสู้เพื่อประชาธิปไตย..เอ้ย เพื่อสีของเรา
อยากอ่านบรรยากาศกีฬาสีเพิ่มเข้าไปดูที่สเปซไอ่เนตคุงละกันนะ -- http://sailornetz.spaces.msn.com 6月25日 ๕ วันยามเช้าของวันอาทิตย์ ที่อากาศร้อนอบอ้าวเล็กน้อย บวกกับเสียงแผดร้องเห่าหอนของไอ่มอม ปลุกฉันให้ตื่นในขึ้นในเวลา 9 โมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมนักสำหรับคนนอนตี 3 แต่ก็ช่างมันเถอะ .. ฉันลุกจากเตียงแล้วเดินนวยนาดไปยังประตู ในขณะที่กำลังจะบิดลูกบิดก็เหลือบไปเห็นปฏิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ... ฉันจ้องมองตัวเลขเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง สนใจเลข 29 และ 30 เป็นพิเศษ ... ฉันพลิกปฏิทินย้อนกลับไปสองครั้ง จ้องมองดูตัวเลขเหล่านั้นอยู่อีกครู่หนึ่ง แต่คราวนี้ไม่ได้สนใจเลขตัวใดเป็นพิเศษ .. ฉันถอนหายใจ แล้วฟองอากาศจำนวนหนึ่งก็ลอยผุดขึ้นมาอยู่เหนือหัวฉัน เมื่อฉันแหงนหน้าขึ้นมองฟองอากาศเหล้านั้นจึงพบว่ามันมีตัวหนังสือบรรจุอยู่ ฉันค่อย ๆ อ่านมันช้า ๆ เพราะตัวหนังสือมันเล็ก
(เมื่อไหร่จะหมดกีฬาสีซะทีวะ ? ...แม่งเบื่อ)
( )
( )
( )
( )
ข้อความนั้นมีความชัดเจนในตัวของมัน..
'อีก 5 วัน' --- ฉันตอบคำถามนั้นในใจ
ปล. วันนี้ฟุ้ง..จริง ๆ มีเรื่องจะอัพเต็มหัวเลยแต่แม่งไม่มีเวลา ก็กะไอ่กีฬาสีนี่แหละ..เบื่อ เมื่อไหร่จะจบ ๆ ไปซะทีวะ
6月17日 วิชญ์วิสิฐ พอตราคชสีห์ถูกประทับลงบนกระดาษ ชีวิตกูก็เปลี่ยนไปนับแต่วันนั้น
.... กูไปเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล มา
เหอ ๆๆ แม่งต้องเปลี่ยนอะไรหลายอย่างมาก
ตั้งแต่เอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ที่โรงเรียนด้วย ข้างนอกด้วย
เสื้อนักเรียนก็เอาไปให้ร้านปักใหม่..ทำบัตรประชาชนใหม่ด้วย
ตัดสินใจอยู่นานนะเนี่ยกว่าจะยอมไป กูเพิ่งรู้ตัวเองว่าเป็นคนที่กลัวการเปลีย่นแปลง
แต่ไม่รู้สินะ..บางทีมันก็น่ากลัวในตอนแรก..แต่อยู่ไปนาน ๆ คงชิน เอาเป็นว่าต่อจากนี้
ชื่อของกูคือ วิชญ์วิสิฐ นะ เรียกให้ถูก ๆ ด้วยนะพวกมึง ...แม่งง่วงสาดซ้อมหลีดเลิกดึก
เวียนหัวสัด ไม่มีสมาธิอัพสเปซแล้ว..โชคดีนาเว่ย
บาย
|
|
|