วิชญ์วิสิฐ 的个人资料วิชญ์วิสิฐ :照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
วิชญ์วิสิฐ :Only you know what is "REAL" 4月12日 you INSPIRED me(เรียนท่านผู้มีจิตศรัทธา หากท่านตามเข้ามาจากสเปศของเจ้ามะเดี่ยวเพื่อต้องการจะเสพเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์รักแห่งสยามในนี้ สามารถเข้าไปชมได้ใน entry เก่า ๆ ลองกดย้อนกลับไปหาๆ ดูเองขี้เกียจทำลิงค์ แต่ก็หวังใจไว้ลึกๆ ให้ท่านอ่าน entry นี้ก่อน อยากให้ลองเสพดู ..รักนะ)
เช่นเดียวกับการทำอาหาร การจะปรุงแต่งสรรค์สร้างผลงานขึ้นมาสักชิ้น จำเป็นต้องใช้ส่วนผสมหลากหลายชนิด ซึ่งจะมาจากการที่ผู้ปรุงพบเห็นด้วยตัวเองก็ดี ลอกเค้ามาก็ดี ปรุงแต่งด้วยส่วนผสมอะไร อัตราส่วนเท่าใด ผลงานที่ออกมาจะรสชาติอร่อยเลิศมีตรารับรองหรือรสเหี้ยแดกไม่ได้ขนาดไหน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือสารตั้งต้นหรือวัตถุดิบที่อยู่ในทุกผลงาน นั่นคือ "แรงบันดาลใจ" ซึ่งไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ กาลเวลา หรือผีสางเทวดานางฟ้าองค์ใดจะมาดลบันดาลใจ ต่อให้งานนั้นจะดูแย่ยังไง มันย่อมมีคุณค่าเสมอ ถึงจะไม่ต่อผู้อื่นก็ต่อตนเองเป็นอย่างน้อย
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังละเลียดชานมอุ่น ๆ อย่างเป็นสุขในเช้าวัน Songkran Eve (12 เมษา) ควันกรุ่นนั้นลอยล่องไล้ไปกับอากาศ ชวนให้ข้าพเจ้าระลึกถึงผลงานหลากหลายชิ้นที่ได้บรรจงสร้างขึ้น พร้อมกับตั้งคำถามว่าแรงบันดาลใจอันแรงกล้าเหล่านี้มันมาจากไหนกันนะ ?
กลุ่มควันบางเบาเคลื่อนตัวเอื่อยช้ากลายเป็นเค้าหน้าของใครหลายคนที่คุ้นตา...
เหมย
เหมยเป็นบุคคลที่มอบแรงบันดาลใจสำคัญในผลงานหลายชิ้น ในยามที่ข้าพเจ้าเขียนเพลงก็มักจะหยิบยืม Sequence ที่เธอประสบพบและบอกเล่าแก่ข้าพเจ้ามาผสมกับมุมมองของข้าพเจ้าเอง และบ่อยครั้งที่เธอกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์เดียวกับเพลง เธอมักจะโทรมาเรียกร้องให้ข้าพเจ้าร้องเพลงนั้นให้เธอฟัง ในขณะที่ร้องเพลงไป เหมยก็จะร้องตามเสมอ เพียงแต่ต่างจากข้าพเจ้าตรงที่ข้าพเจ้าร้องเพลง แต่เหมยร้องไห้ ..มีหลายครั้งที่เธอพยายามบอกเล่าเรื่องราวให้ข้าพเจ้ารู้สึกร่วม และเขียนเพลงออกมาให้เธอ ข้าพเจ้าลองเขียนทั้งที่ไม่ได้อิน และมันก็แป้ก แต่เธอก็กลับชอบอกชอบใจมันเสียเหลือเกิน แม้ข้าพเจ้าจะรู้สึกผิดแต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับมีคุณค่ากว่านั้น เพราะนั่นทำให้ข้าพเจ้ารู้จักตัวเองว่าข้าพเจ้าเขียนเพลงด้วยความรู้สึกอยากจะเขียน ร้องเพลงด้วยความรู้สึกอยากจะร้อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ข้าพเจ้าทำจะด้วยการเขียนหรือการร้องก็ตาม มันมักจะออกมาแย่เสมอหากถูกบังคับ และอีกสิ่งหนึ่งที่เหมยทำให้ข้าพเจ้ารู้จักก็คือความสุขเวลาที่ได้ร้องเพลงให้ใครสักคนแล้วเค้ามีอารมณ์ร่วมไปกับเพลงที่ข้าพเจ้าร้อง แม้มันจะแสดงออกมาด้วยน้ำตาที่พรั่งพรูก็เถอะ
พี่มะเดี่ยว
เนื่องจากควันมันลอยรวมตัวกันกลมเอื่อยอ้วนใหญ่มากเลยทำให้มันใจว่าเป็นพี่มะ พี่มะนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจแล้วยังเป็นแรงผลักดันในชีวิต เราคุยกันบ่อยและรู้จักกันในแทบจะทุกเรื่อง พีมะจะคอยสอนสิ่งต่าง ๆ ให้แก่ข้าพเจ้าเสมอ แม้จะไม่บ่อย แต่แกก็มักจะทิ้งอะไรหลายอย่างให้ข้าพเจ้าเดินตามไปเก็บขึ้นมาพิจารณาด้วยตัวเองว่ามันเหมาะกับข้าพเจ้าหรือไม่ แม้จะมีเพลงที่แต่งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากพี่มะเดี่ยวไม่เยอะ แต่สิ่งที่สะกิดให้ข้าพเจ้ายังคงเดินหน้าเขียนเพลงต่อไปนั่นคือแรงผลักดันจากพี่มะเดี่ยว ซึ่งควรจะเรียกว่า"แรงถีบยัน"มากกว่าเพราะมันแรงมาก และใช่ว่าจะมีแต่เพียงสองสิ่งนี้เท่านั้นที่ข้าพเจ้าได้รับ หลายสิ่งที่พี่มะทำบอกให้ข้าพเจ้ารู้ว่าโลกนี้ยังมีคนที่รักแห่งเป็นห่วงเราเสมอ แม้จะไม่ได้แสดงออกด้วยท่าทีที่เอื้ออาทร
มีหลายเรื่องที่อยากขอบคุณพี่มะเดี่ยว แต่ยังหรอกเพราะกะจะเขียนรวมเป็นหน้า Thanks หน้าเดียวไปเลย ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ดีการได้เจอกับพี่มะเดี่ยวถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ซึ่งเราจะคุยกันถึงเรื่องนี้ในโอกาสต่อๆ ไป
เธอ
สำหรับเธอ ในวันนี้เราสองคนอาจจะเป็นคนเกือบไม่รู้จักกันไปแล้ว แต่สำหรับเราและพจนานุกรมของเรา คำว่า "ไม่รู้จัก" ไม่ได้เป็น Synonym กับคำว่า "ลืม" นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอจึงเป็นคนในความทรงจำและเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของเราอยู่เสมอ
แน่นอนว่าเราได้รับความรักจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนมาอย่างเปี่ยมล้น ดังนั้นเธอจึงไม่ใช่คนแรกที่สอนเราให้รู้จักกับความรัก แต่ถึงกระนั้นเราก็ได้เรียนรู้มันจากเธอมามากทีเดียว แม้เธออาจจะไม่รู้หรือรู้แต่ทำเป็นไม่สนใจก็ตาม
ใครบางคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า หากคิดจะมีความรักก็ต้องลืมคำว่าเสียใจ และเราก็เสียใจเหลือเกินที่จะต้องบอกว่าไอ่คนที่พูดมันก็ทำไม่ได้หรอก เราเองก็ทำไม่ได้ และคิดว่าเธอก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน แต่เราก็ขอบคุณที่ความรักทำให้เราเสียใจ เพราะอย่างน้อยมันก็ฉุดให้เรากลับมายืนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงและไม่หลงระเริงไปกับความรักจนแยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรเพ้อ .. เรามีความสุขเสมอเวลาได้เห็นเธอยิ้ม หัวเราะ ได้อยู่ใกล้ๆเธอ ได้คุยโทรศัพท์กับเธอ แม้บางครั้งเราจะเงียบเพราะไม่รู้จะคุยอะไรแต่ทั้งหมดนั้นมันก็แค่เราอยากรู้สึกว่าเราอยู่กับเธอ เราดูหนังกัน ไปเที่ยวกัน นั่นทำให้เรามีความสุขโคตร จนพอเรารู้สึกตัวอีกที ตัวเราก็ลอยอยู่เหนือพื้นของความเป็นจริงมาไกลมาก และก็อย่างที่บอก เรามีความรักโดยไม่รู้จักคำว่าเสียใจไม่ได้ เราตื่นจากความฝันพร้อมกับตัวเราที่หล่นร่วงลงพื้น คงเพราะเราลอยไปไกลมากเลยตกลงมาแรง เจ็บทั้งตัว และตอนนั้นเองที่ทำให้เรารู้ว่า เธอไม่ได้ลอยไปพร้อมกับเรา เธอยืนอยู่ที่เดิมมาตั้งแต่แรก แหงนมองดูเราลอยไปบนนั้นอย่างเงียบๆ และมองเห็นเราตกลงมาอย่างเงียบๆ เช่นกัน
ถึงเราจะเสียใจขนาดไหนแต่เธอก็ไม่ผิดเพราะที่ผ่านมาเราคิดไปเองทั้งนั้น เมื่อรู้อย่างนี้เราเลยต้องดูแล รักษาเยียวยาและรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองอย่างไม่โทษใคร ซึ่งเป็นเรื่องแย่ที่เราพบว่าหลายคนชอบสรรหาวิธีแปลกๆ มาเยียวยาตัวเอง ไม่ว่าจะปล่อยให้ความเศร้าอยู่เต็มท้องจนอดอาหารไม่กินข้าวปลา หรือฟาดเรียบแดกทุกอย่างที่ขวางหน้า บางคนก็หันไปควงคนอื่นเพียงเพื่อจะทำประชด โดยที่ไม่มีแม้แต่จะหยุดถามตัวเองสักนิดว่ากำลังคิดอะไรของมึงอยู่ หรือในขณะที่บางคนเยียวยาตัวเองด้วยการทำตัวแรดๆดอกทองไปวันๆ ..แต่เราไม่ใช่คนดอกทอง โชคดีที่คนรอบข้างเราทุกคนบำบัดความทุกข์เหล่านี้ด้วยการหาที่ระบายบอกเล่า จึงเป็นโชคดีของพวกเขาที่มักได้เราเป็นผู้ฟัง เพราะเรามั่นใจว่าเราเป็นผู้ฟังที่ดี แต่การเล่าความทุกข์ให้คนอื่นฟังไม่ใช่วิธีบำบัดของเรา ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เราระบายความทุกข์ได้ด้วยการเขียนเพลง ดังนั้นเธอจึงเป็นคนแรกที่ทำให้เราเขียนเพลง เพลงแรกที่เราเขียนคือเพลง "รู้สึกบ้างไหม" ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะล่องลอยไปไกลกว่าที่เราคิดไว้ วันข้างหน้าคนจำนวนมากจะได้ฟังมัน รวมทั้งเธอ ซึ่งไม่ว่าตอนนั้นเธอจะกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนกับใคร มีความสุขกับเค้ามากหรือกำลังเสียใจสุด ๆ ถ้าเธอได้ยินเพลงนี้ก็ขอให้รู้ไว้ว่า เราเขียนเพลงนี้ให้เธอ
ส่วน"ความรัก"และ"ความเสียใจ"ที่มักจะมาคู่กันนั้น ตอนนี้เรื่องของเธอในพจนานุกรมของเรา มันถูกแทนที่ด้วยคำว่า "ความเคยรัก" และ "ความเคยเสียใจ" ไปแล้วล่ะ ที่เรายังคงไม่ลืมมันเพราะคิดว่าเราอาจจะกลับมาใช้ประโยชน์จากมันได้ในวันข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เราเสียใจกับอะไรมากๆ ซึ่งมันคงต้องหนักหนาสาหัสกว่าตอนที่เราเสียใจเรื่องเธอแน่ๆ แต่ยังไงเราก็ขอบคุณจริงๆ ที่เธอทำให้เราค้นพบตัวเองและก้าวผ่านความทุกข์พวกนั้นมาได้
จริง ๆ แล้วยังมีอีกสองสามเพลงที่เราเขียนถึงเธอ เธออาจตกใจว่าทำไมมันเยอะจังวะ นั่นไม่ได้แปลว่าเราเพ้อถึงแต่เธอหรอกนะ แบบนั้นมันเน่าไป แต่ความจริงก็คือเราไม่มีทางลืมเรื่องของเธอ เพราะเธอคือคนในความทรงจำและเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของเราเสมอ เราบอกเธอแล้ว..
.......
ที่มุมปากมีคราบชาติดอยู่ ข้าพเจ้ายิ้มเบาๆ พร้อมกับมองดูชาในถ้วยที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง มันนอนนิ่งและบัดนี้ไร้ซึ่งไอร้อน ควันหายไปแล้วแต่ความรู้สึกถวิลหาบุคคลเหล่านั้นยังไม่จางหาย ข้าพเจ้าลุกขึ้น เบาะรองก้นตรงเก้าอี้กำลังฟื้นตัวหลังจากที่ยุบยวบมาด้วยแรงกดทับยาวนาน ข้าพเจ้าเดินไปยังไมโครเวฟ เปิดฝา แล้วใส่ถ้วยชาเข้าไป
ข้าพเจ้าจ้องมองถ้วยชาหมุนเอื่อยไปมาเป็นวงกลม ราวกับมันกำลังเต้นรำอย่างเชื่องช้าอ่อนหวาน ท่ามกลางดวงไฟสีส้มสาดส่องในไมโครเวฟที่ครางหึ่งราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงไพเราะซาบซึ้ง
กลุ่มควันบางเบาเคลื่อนตัวเอื่อยช้ากลายเป็นเค้าหน้าของใครหลายคนที่คุ้นตา...
สวัสดี
-มีอีกหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจแต่เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวว่าง ๆ มาเขียนอีกละกัน..
-อยากโพสรูปแต่คอมใหม่ไม่ได้ใส่รูป โทดนะ แต่คนที่อยากดูรูปก็คงเป็นคนที่ตั้งใจอ่านมาถึงบรรทัดนี้ เพราะงั้นคนที่มาเม้นเฉย ๆ ก็คงไม่ได้อ่านบรรทัดนี้มั้ง ช่างหัวมัน
-อ่านแล้วไม่เม้นไม่ว่า เพราะไม่ได้อัพสเปซเอาโล่ จำนวนคนโพสมากเป็นอันดับ 1
ขอบคุณที่อ่านจนจบ และพบกันใน entry หน้านะพี่น้อง
โปรดติดตามตอนต่อไป
4月7日 พรุ่งนี้เราจะออกกองกันเป็นวันสุดท้ายแล้ว จากนั้นทุกฉากชีวิตของแต่ละตัวละครจะถูกส่งต่อไปสู่กระบวนการ Post-production ซึ่งหมายรวมถึงการตัดต่อ ใส่เสียง ใส่เพลงประกอบ แก้สี แก้เสียง ตลอดจนการวางแผนโปรโมต และกำหนดคิวฉาย สำหรับคนที่ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาของท่านก็จะผ่านไปเร็ว คงจะได้ดูในเร็ววัน ส่วนใครที่ตั้งหน้าตั้งตารอด้วยใจจดจ่อ ก็รอไปก่อนละกัน
คิวสุดท้ายจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ตอน 6 โมงเย็น และคาดว่าจะเลิกกองกันตอน 6 โมงเช้าวันที่ 9 ณ เวลานั้นเมื่อรถตู้บาแรมยูจอดส่งข้าพเจ้าลงยังคอนโดหรู สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องทำหลังจากชำระล้างความง่วงออกจากใบหน้าก็คือการขนข้าวของแล้วมุ่งสู่สนามบินดอนเมืองเพื่อเดินทางกลับเชียงใหม่ ..ซึ่งตอนจบของธีม "สยามแห่งรัก" ในสเปศนี้ก็คงจะถูกpublishลงหลังจากที่ข้าพเจ้าคืนสู่นครพิงค์เชียงใหม่โดยสวัสดิภาพแล้ว
เมื่อวานเป็นวันจักรี
หลังจากที่ได้ยินว่ามีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ข้าพเจ้าเลยมีดำริที่จะชวนเพื่อน ๆ ไป คงเป็นเพราะเป็นวันหยุด เลยทำให้คนกรุงเทพมีดำริตรงกันโดยบังเอิญมั้ง
เพราะเป็นชาวลาดพร้าว ข้าพเจ้าจึงมาถึงก่อนนายน์ และ นน สองเพื่อนซี้จากภ.รักแห่งสยามที่บ้านอยู่ไกลออกไป..งานสัปดาห์หนังสือมีหนังสือเยอะ คนก็เยอะ หลายคนที่ไม่ได้ไป อาจนึกภาพไม่ออกว่าคนเยอะขนาดไหน ซึ่ง ณ จุดนี้ข้าพเจ้าไม่รู้จะอธิบายอย่างไร รู้แต่ว่าตอนกินข้าวที่ฟูดคอร์ท ข้าพเจ้าให้ไอ่นนถือจาน และให้ไอ่นายถือแก้ว แล้วยืนกิน!!
และก็แน่นอนว่า เมื่อคนมารวมกันในที่เดียว เราก็จะสามารถพบเจอคนหลายแบบหลายประเภท ตั้งแต่ปัญญาชนไปจนถึงคนเสมือนไร้การศึกษา บางคนรู้อยู่ว่าไม่ให้แซงแต่ก็แซง บางคนรู้ว่ากำลังเหยียบเท้าคนอื่นแต่ไม่มีแม้แต่จะเหลียวมากล่าวคำขอโทษ ข้าพเจ้าคิดว่าคนเหล่านั้นอาจกำลังมองหาหนังสือสมบัติผู้ดีอยู่ ซึ่งอาจต้องเดินกลับไปถามประชาสัมพันธ์ว่าอยู่ตรงบูธไหน ข้าพเจ้าส่ายหน้าเอือม แล้วเดินชมหนังสือด้วยความเพลิดเพลิน
เพลิดเพลินจริง ๆ เพราะมารู้สึกตัวอีกที ในมือข้าพเจ้ามีหนังสืออยู่ 15 เล่ม .. ข้าพเจ้าปาดเหงื่อที่ผุดทั่วหน้าผาก พร้อมกับให้สัญญาตัวเองว่าจะอ่านให้ครบทุกเล่ม
เกือบจะเย็นแล้ว เรานัดพี่ ๆ ฝึกงานกอง Power Kids ไปเดินสยาม กินส้มตำ และร้องคาราโอเกะ .. ใครบางคนอาจงงว่านี่อยู่กองรักแห่งสยามกันไม่ใช่เหรอ แล้วไปรู้จักพวกนั้นได้อย่างไร ? คำตอบคือ เรารู้จักพวกเค้าตอนคิวถ่ายที่สยามดิสฉากคอนเสิร์ตที่ถ่ายไปเมื่อวาน พี่เค้ามาเป็น extra ให้ เหตุผลที่ใช้เด็กฝึกงานบาแรมยูเป็นextra เพราะนอกจากจะไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว ยังสามารถเรียกใช้งานได้ 555 MEGA CLEVER ฉลาดสุด ๆ
กลับมาถึงคอนโดหรูราว 3 ทุ่ม ด้วยความเหนื่อยล้า หนังสือ 15 เล่มถูกหยิบขึ้นมาเพื่อตัดสินว่าจะเลือกเล่มไหนอ่านก่อน ..ข้าพเจ้าคิดอยู่นาน แล้วเล่มที่ผ่านเข้ารอบก็ได้แก่ "ผู้ช่วยผู้กำกับ ศูนย์กลางของจักรวาล" ซึ่ง ณ ตอนนี้ อ่านไปได้เกือบครึ่งเล่มแล้ว เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ
วันนี้เป็นวันเสาร์
นัดนายกะนนอีกแล้ว วันนี้ไปสวนมา แต่ไม่ได้อะไรเนื่องจากเมื่อวานหมดเงินไปเกือบสองพันค่าหนังสือ ตอนนี้กระเป๋าแฟบแล้ว เลยได้แต่ดูนายกะนนเดินชมตลาดเลือกซื้อสรรพสินค้าอย่างสนุกมือ นายเปรยขึ้นมาว่า เดี๋ยวมึงก็ต้องซื้อ แต่คิดผิดแล้วล่ะ ระดับนี้แล้วบอกไม่ซื้อก็คือไม่ซื้อ แล้วก็ไม่ซื้อจริง ๆ บ่าย2กว่าเราเริ่มอิ่มตัว นายกับนนได้ของเต็มมือ แต่เพื่อน ๆ ก็ไม่ใจร้ายเกินไป ให้รางวัลปลอบใจข้าพเจ้าด้วยเสื้อแฟรงเกนสไตน์ ขอบใจว่ะเพื่อน .. เฮ่อ นึกแล้วก็ใจหายนะจะปิดกองแล้ว ที่ผ่านมาเหมือนจะเป็นเวลาแค่สั้น ๆ แต่เราก็สนิทกันมากพอดู พรุ่งนี้คงต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดละล่ะ
เรานั่งรถจากจตุจักรมากินไอติมที่โชคชัย4 แล้วมาบาแรมยู จากนั้นขึ้นมาดูหนังที่คอนโด นั่นคือเรื่อง LITTLE MISS SUNSHINE หนังดีที่ไม่ควรพลาด ข้าพเจ้าดูเปนรอบที่ 2 แล้ว อยากชวนผู้อ่านให้ไปหามาดูกัน สนุกจริง ๆ ดูจบก็ส่งนนนายกลับบ้าน ฝนหยุดตกได้ซักพักแล้ว (ลืมบอกไปว่าวันนี้ฝนตก) บรรยากาศมันเย็น ๆ ครึ้ม ๆ เหงา ๆ พิลึก แต่ช่างเหอะชินแล้ว
พรุ่งนี้จะใช้เวลาในกองให้คุ้มค่าที่สุดละกัน
เจอกันที่เชียงใหม่นะทุกคน
4月3日 10 สิ่งที่วิชญ์วิสิฐเรียนรู้ (2)11. เวลารุมซื้อของกับแม่ค้า ควรเตรียมเงินให้พอดี โดยเฉพาะธนบัตร ให้โบกธนบัตรไปมาตรงหน้าแม่ค้า แม่ค้าจะรำคาญและขายให้เราก่อน
12. เมื่อขับรถไปที่ไหนไกล ๆ เรามักจะรู้สึกว่าขากลับเร็วกว่าขาไป
13. กระบวนการหมุนเงินมีอยู่หลายขั้นตอน แต่หนึ่งในขั้นตอนเหล่านั้นมักเป็น การโกหก
14. พึงจำไว้ว่า ถ้าเราเล่าความลับให้ใครฟัง มันจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
15. แต่ถ้าเกิดอยากให้คนเอาไปเล่าต่อ เวลาเล่าอย่าลืมย้ำว่า "อย่าบอกใครนะ"
16. ทุกปัญหามีวิธีแก้ แต่เรามักจะเจอวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด ตอนที่เราแก้ปัญหานั้นด้วยวิธีที่ยากที่สุดไปแล้ว
17. ยิ่งเราโตขึ้น คนจะยิ่งสงสารเราน้อยลง และถ้าเราทำผิดมากขึ้นเท่าไหร่ คนก็จะให้อภัยเราน้อยลงเท่านั้น
18. ดังนั้นจะให้โอกาสใคร ควรให้ถึงแค่ครั้งที่ 2 อย่าให้ถึงครั้งที่ 3 เพราะมันอาจจะมีครั้งที่ 4 , 5 ,...ได้อีก
19. เราจะแสดงความสามารถพิเศษได้ดีเวลาอยู่คนเดียว แต่พอตอนทำให้คนอื่นดู เรามักจะพลาด
20. ขนมปังไส้กรอก เวลาทำตกมันจะชอบตกเฉพาะไส้กรอก ส่วนขนมปังทาแยม ด้านที่ลงพื้นมักจะเป็นด้านแยม
คราวหน้ามีเรื่องมากมายให้เลือกอัพ ไม่ว่าจะเป็น สยามแห่งรัก , ผลโอเน็ต , ข่าวคราวของเพื่อน ๆ
อยากรู้ว่าจะเปนเรื่องอะไร โปรดติดตามต่อไป
3月30日 10 สิ่งที่วิชญ์วิสิฐเรียนรู้1. กับบางคำถาม คำตอบมีเพียง ใช่ กับ ไม่ใช่
2. จากข้อที่ 1. คนที่ต้องการจะหลีกเลี่ยงคำถามเหล่านี้มักจะตอบว่า ไม่บอก หรือ ไม่รู้
3. เรื่องโกหก มักจะเป็นเรื่องบังเอิญมาก สมบูรณ์แบบเกินไป หรือพอดีเกินความเป็นจริง
4. "ไปแน่นอน" แปลว่า 90%ไป , "ไป" แปลว่า50-50 ส่วน "อาจจะไป" "ยังไม่รู้" และ "คิดดูก่อน" แปลว่า ไม่ไป
5. ในห้างสรรพสินค้า ห้องน้ำจะต้องอยู่ใกล้โทรศัพท์สาธารณะ และถ้าลองดูดี ๆ จะมีตู้ATMอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น
6. ร้านก๋วยเตี๋ยวไม่ขายบะหมี่เกี๊ยวต้มยำ
7. การที่เราเงียบไม่ได้แปลว่าเราไม่รู้
8. และการที่เราไม่ถาม ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่อยากรู้
9. เราไม่มีทางลืมอะไรก็ตามที่เราบอกว่าจะลืม
10. รัก คือ เกลียดน้อย ส่วน เกลียด คือ รักน้อย
โปรดติดตามตอนต่อไป
3月14日 อยากจะถามดู.. ว่าเธอเป็นดั่ง หมอก หรือ ควันหลายวันมานี้ทั่วเชียงใหม่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา จะให้เรียกว่าหมอกก็เห็นจะไม่ถูกนัก แต่ถ้าเรียกว่าควัน มันก็ไม่ใช่ควันอยู่ดีเพราะมันไม่ได้ลอยโขมงแบบเวลาจุดบุหรี่ หรือแบบตอนไปวางเพลิงบ้านคนอื่น จริง ๆ ในภาษาอังกฤษมีคำที่ใช้เรียกทัศนวิสัยในลักษณะนี้ คือคำว่า Smog อันเกิดจากคำว่า Smoke + Fog = Smog สำหรับในภาษาไทย คาดว่าประเทศไทยคงเกิดปรากฏการณ์นี้ไม่บ่อยนัก เลยไม่มีการบัญญัติคำนี้ในภาษาไทย ซึ่งกูก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรขอเรียกว่า หมอก ต่อไปเพราะมันดูเข้าดี ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาในยามเช้าพร้อมกับความแปลกใจเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง หลายวันก่อนได้ยินแว่ว ๆ จากที่ไหนซักแห่งว่าความกดอากาศสูงจากจีนจะเข้ามา ..อ๋อ เลยทำให้หนาวจนหมอกลงเชียวเหรอเนี่ย ว่าแต่ทำไมกูไม่หนาวล่ะ อ๋อ เพราะกูอยู่ในบ้าน ข้าพเจ้าอาบน้ำแต่งตัวเตรียมจะออกไปนอกบ้าน แน่นอนว่าก่อนไปข้าพเจ้าไม่ลืมคว้าแจ็คเก็ตตัวเก่งมาใส่ ข้าพเจ้ามาถึงสตาร์บัคส์นิมมานในเวลาเย็น หมอกหนาจริง ๆ นะเนี่ย มองไปมองมาเหลือบไปเห็นพนักงานร้านอาหารญี่ปุ่นพากันคาดผ้าปิดปาก เอ๊ะ..แฟชั่นใหม่ที่ฮาราจุกุฤป่าวนะ ข้าพเจ้าคิดในใจ หันไปเห็นลุงแก่คาดผ้าปิดปากปั่นจักรยานผ่านไป อะไรกัน.. ลุงแก่ก็บ้าแฟชั่นฮาราจุกุด้วยเหรอ ข้าพเจ้าหัวเราะเบา ๆ พลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก ว่าแต่ทำไมมันร้อนอย่างงี้ล่ะ อ๋อ กูใส่เสื้อหนาว เฮ้ยละทำไมหมอกหนาละมันไม่หนาวล่ะ ไอ่ซายจึงเดินมาให้คำตอบว่า เพราะมันไม่ใช่หมอกไงล่ะ มันคือควันพิษ ..อ๋อ ควันพิษ ...กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ควันพิษ แล้วกูจะเป็นอะไรตายมั้ยเนี่ย... จากนั้นไม่นานใครสักคนก็ได้อธิบายที่มาที่ไปเรื่องหมอกพิษนี้ให้ข้าพเจ้าฟัง มันเกิดจากการเผาขยะเผาป่าเผาใบไม้ ควันพวกนี้จริง ๆ มีอยู่นานแล้ว เพียงแต่เมื่อก่อนมันลอยไปอยู่บนชั้นบรรยากาศที่สูงกว่า แต่ที่นี้พอมีความกดอากาศสูงจากจีนเข้ามา มันก็ไปกดควันพวกนี้ลงมาในส่วนของระดับบรรยากาศที่เรา ๆ อยู่กัน ยิ่งลักษณะของเชียงใหม่เป็นแอ่งกะทะ มันเลยกลายเป็นหมอกอย่างที่เราเห็นซึ่งไม่ได้ส่งผลเสียแค่ต่อสุขภาพ แต่ทำให้การจราจรมีปัญหา โดยเฉพาะการจราจรทางอากาศ เครื่องบินลงจอดไม่ได้ บลา ๆๆๆๆ ที่เบาะหลังรถ ข้าพเจ้านั่งกุมขมับรู้สึกเป็นกังวลกับหมอกปริศนาที่ปกคลุมเชียงใหม่ พาลนึกไปถึงหนังเรื่องต่าง ๆ ที่เคยดูมา หรือว่านี่เป็นแผนชั่วร้ายของใครบางคนที่คิดจะครองโลก หรือต่อจากนี้ผู้คนจะล้มตาย แล้วตื่นมาเป็นซอมบี้ไล่ฆ่าคนที่เหลืออยู่ หรือว่านี่..คือจุดสิ้นสุดของมวลมนุษยชาติ ไม่นะ ไม่จริง ไม่จริงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ฟู่ ซาย ทุกคนในรถหันมามองข้าพเจ้า ถอนหายใจ และส่ายหน้าด้วยความสมเพช นี่ข้าพเจ้าคิดมากจนเพ้อเจ้อไปได้ถึงขนาดนี้เชียว ? แต่อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เหรอ
ฟู่กดปุ่มเลื่อนเพลง ดนตรีที่คุ้นหูลอยมา ทุกคนร้องฮัมออกมาเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว รวมทั้งข้าพเจ้า
“ลมเย็น ๆ พัดมาแล้วฉันเพิ่งรู้สึก ฟ้าลึก ๆ มองขึ้นไปดูช่างสดใส แต่มือเย็น ๆ ในตอนนี้นั้นไม่มีใคร ..ไม่มีใครสัมผัส มันทนไม่ไหว”
ซายเอื้อมมือไปบิดที่ปรับแอร์ให้แรงขึ้น
“ได้ยินเพลงบอกไว้ลมหนาวมาถึงเมื่อไร มันก็เหงาในใจตามเนื้อเพลงอยู่เรื่อยไป คราวนี้ถ้าต้องเจอะ หน้าหนาวนี้ขอร้องเธอ.. ขอได้มั้ย”
อากาศในรถหนาวอย่างรู้สึกได้ ตอนนี้ทุกคนร้องเพลงกันเต็มเสียง ความกังวลเรื่องหมอกควันบ้าบอนั่นเริ่มหายไป
“ขอมือหน่อยได้มั้ยอากาศหนาว หนาว ไม่ชอบเลย ขอมือหน่อยอย่าเฉยเมยจนฉันนั้นต้องเสียใจ อยากขอแค่ได้ไออุ่น จากเธอได้ไหม บอกความรู้สึกข้างในก่อนหน้าหนาว คราวนี้จะผ่านไป”
ว่าแต่ เปิดเพลง ’หนาวนี้’ ร้องกันในรถเย็นฉ่ำ ขณะที่รอบตัวเต็มไปด้วยหมอกบาง ๆ มันก็ได้ฟีลเหมือนกันนะ..อิอิ 3月10日 สยามแห่งรัก 3 @ ลาดพร้าว ตอนที่11. ภายใน/รถแท็กซี่/กลางคืน
รถแท็กซี่มุ่งหน้าไปตามมอเตอร์เวย์ ความเงียบปกคลุมทั่วรถ พิชหันกลับไปมองสนามบินสุวรรณภูมิที่จากมาแล้วถอนใจ เสียงชายชราดังขึ้น
โชเฟอร์ ค่าทางด่วนยีบห้าบาท
พิช อ่ะนี่
พิชยื่นเงินแบงค์ห้าสิบให้ ไม่กี่อึดใจโชเฟอร์ก็ยื่นเงินทอนกลับมา นี่เป็นเพียงบทสนทนาสั้น ๆ และเป็นบทสนทนาเดียวที่เกิดขึ้นบนรถคันนั้น ตัดไป
2. ภายนอก/สนามหน้าบ้านโต้ง/กลางวัน พี่ดา พี่เอ๋ พี่ใหม่ และอีกหลายพี่กำลังจ้องมองดูหน้าของพิช พิชหลบสายตาผู้คนเหล่านั้น ข้าง ๆ พิชเป็นพี่มะเดี่ยวนั่งกินผัดปลาหมึกอย่างหิวโหย สายตาเหลือบมองช่างไฟคนแล้วคนเล่า
พี่ดา สิวเต็มเลยพิชไปทำไรมา
พิช เครียดสอบน่ะพี่ดา มันทำไม่ค่อยได้อ่ะ
พี่ดา แล้วนี่เดี๋ยวซีนบ้านมิวจะทำไงเนี่ย โคลสอัพหน้ามิวทั้งนั้น
พิชได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ในใจคิดว่า "ซวยละกู" ตัดสลับหน้าบ้านมาริโอ้วิ่งเข้ามา ยกมือไหว้ทีมงาน พี่ดาพี่ใหม่จึงละความสนใจจากพิชไปสำรวจสิวของโอ้แทน ตัดไป
3.ภายใน/บ้านโต้ง/กลางวัน โต้ง จูน ยืนงง ๆ อยู่หน้าบ้าน มิวลงจากรถแล้วหันไปมองขอความเห็นจากสุนีย์ สุนีย์พยักหน้า เสียงใครบางคนดังขึ้น
เสียง1 คัท..เช็คประตูค่ะ ไงมะเดี่ยว..อยู่มั้ย
เสียง2 โอเคละแต่ขออีกเทคนึง โต้งเขยิบเข้าไปใกล้พี่จูนอีกนิดนะ
มาริโอ้พยักหน้ารับ แล้วเขยิบเข้าไปใกล้พี่พลอย ตัดไป
4.ภายใน/ระเบียงบ้านโต้ง/กลางคืน
พิชทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบบดไปมา แรงตีนที่บดขยี้ทำให้พื้นซีเมนต์ปรากฏรอยฝุ่นสีดำเข้ม เขาถอนหายใจแล้วมองไปข้างหน้าเหมือนรออะไรบางอย่าง แต่แล้วเสียงพี่เอ๋พูดขึ้น
พี่เอ๋ ตกลงว่าซีนกินข้าว ยกไปวันพรุ่งนี้นะคะ
พิช อ้าว... ตัดไป 5.ภายใน/ซอยลาดพร้าว 60/กลางวัน
เช้าวันใหม่ พิชกำลังยืนดูแปะทำชาเย็น แปะตักนมข้นลงในถ้วยแก้วใส ไม่นานชาสีส้มเข้มก็ถูกเทกรอกลงไป แปะใช้ช้อนคนอย่างชำนาญ โทรศัพท์ดังขึ้น พิชกดรับสาย
พิช ครับพี่ต้อม
พี่ต้อม พี่จะถึงแล้วนะ พิชอยู่ตรงไหน
พิช ซื้อชาเย็นอยู่พี่ เอาไรป้ะ
พี่ต้อม งั้นชั้นขอโอวัลตินไม่ใส่น้ำตาล ตัดไป
6. ภายใน/บ้านพี่ปู/กลางวัน
บนเตียงหมอ พี่ปูหมอผิวกำลังละเลงครีมหลายชนิดลงไปบนหน้าพิชที่นอนอยู่ เตียงข้าง ๆ เป็นพี่ต้อมที่ใบหน้าเต็มไปด้วยมาสก์ลอกสิว พี่ต้อมดูคล้ายกับอินทรีย์แดง โทรศัพท์ดังเป็นเพลง พี่ต้อมกดรับสายและบอกเส้นทางที่จะมาสู่บ้านพี่ปูให้กับปลายสาย สักพักพี่ต้อมลุกขึ้นแล้ววิ่งพรวดออกไป พี่ต้อมกลับเข้ามาพร้อมกับมาริโอ้และแม่ของมาริโอ้ พิชซึ่งเสร็จจากกิจกรรมบนใบหน้าแล้วขึ้นไปนั่งบนเตียงว่าง ๆ ข้าง ๆ แม่มาริโอ้ เตียงที่พิชนอนอยู่เมื่อสักครูบัดนี้ถูกแทนด้วยมาริโอ้ เมาเร่อ พี่ปูเริ่มละเลงครีมต่าง ๆ สู่ใบหน้าของโอ้ พร้อมด้วยหน้ากากอินทรีย์แดง โอ้หลับตาพริ้ม ตัดไป
7. ภายนอก/หลังบ้านโต้ง/กลางคืน
พิชหยิบแก้วน้ำที่มีชื่อตัวเองแปะไว้ขึ้นมา มืออีกข้างกำยาขมน้ำเต้าทองหลายเม็ด โอ้มองยาในมือพิชแล้วทำหน้ายี้ พิชโยนยาใส่ปากแล้วกระดกน้ำตาม สักพักได้ยินเสียงพี่ดาดังมาจากว.ที่วางอยู่ไม่ไกล
พี่ดา โอเค เดี๋ยวเราจะอัดเสียงร้องมิว น้องใหม่ตามมิวด้วยจ้ะ
มิว อยู่นี้ครับ..
มิววางแก้วน้ำที่มีชื่อ พิช ลง แล้วเดินไปยังสนามหน้าบ้านโต้งด้วยสีหน้าขมยา ตัดไป
โปรดติดตาม สยามแห่งรัก 3 @ ลาดพร้าว ตอนที่2 เร็ว ๆ นี้
|
|
||||
|
|